เรื่องเล่าจากชีวิตจริงของบะเม่
เรื่องเล่าจากชีวิตจริงของ
นายบะเม่ จะที
นายบะเม่ จะที อายุ 36 ปี บ้านเดิมเกิดที่ประเทศพม่า แต่ย้ายมาอยู่ที่เมืองไทยนานมากแล้วครั้งแรกอยู่บ้านห้วยตาด ปัจจุบันอยู่บ้านห้วยละโบ๊ นายบะเม่ เคยแต่งงานมาก่อนครั้งหนึ่งกับนางลิเม่ จะที และมีลูกด้วยกัน 1 คนชื่อเด็กหญิงอลิซาเบ็ธ จะที อายุ 12 ขวบ (ปัจจุบันอาศัยอยู่กับตา-ยายบ้านภภรยาก่อน) หลังจากที่แม่เสียเสียชีวิตไป คุณบะเม่ จะทีก็ได้ไปแต่งงานใหม่กับกับนางนาแส จะที และมีบุตรด้วยกัน 3 คน คนที่ 1 ชื่อเด็กหญิงนาไพร จะที อายุ 7 ขวบ คนที่2 ชื่อเด็กชายยอละ จะที อายุ 6 ขวบ คนที่3 ชื่อเด็กหญิง....เกิด 5/08/2549 ขวบ
เรา รู้จักกับครอบครัวบะเม่ จะที โดยการประสานจากคริสตจักรนาซารีนอำเภอแม่แตง เนื่องจากว่าเคยได้ช่วยเหลือผู้ติดเชื้อคนหนึ่งที่มานมัสการที่โบสถ์แม่แตงเมื่อก่อนหน้านี้ ในครั้งแรกเราได้นัดลงมาทั้งครอบครัวคือทั้งสามี และภรรยา เพื่อนำไปตรวจหาค่าภูมิคุ้มกันที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ เพื่อเอาไปฝากเข้าโครงการวิจัยยาต้านไวรัสของสถาบันวิจัยสุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผลปรากฏว่าทางคุณบะเม่ จะที นั้นมีภูมิคุ้มชนิดซีดีสี่เป็นศูนย์ ขณะที่ภรรยามีซีดีสี่เป็น 258 แต่ทางโครงการวิจัยบอกว่าต้องรอตามคิว ซึ่งทางคุณบะเม่ นั้นได้คิววันที่ 30 เมษายน 2007 แต่พอถึงวันที่ทางโครงการนัดหมายนั้นคุณบะเม่และภรรยา ได้ลืมนัด เนื่องจากว่าไม่มีจะกินเลยต้องไปทำงานรับจ้าง จึงขาดโอกาสในการพิจารณาไปในคราวนั้น พอจะมาอีกทีในวันที่1 พค. 2007 ก็ไม่สามารถเข้าโครงการได้อีกเนื่องจากคนในโครงการเต็มพอดี
หลังจากนั้นทางเราได้ให้การติดตามเยี่ยมเยียนทางโทรศัพท์เป็นระยะๆซึ่งปรากฏว่าคุณบะเม่ จะที มีอาการที่ไม่ดีขึ้นมีแต่ทรงกับทรุด จึงนัดให้ลงมาหาหมออีกครั้งเมื่อวันที่ 9 /07/ 2007 แต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นเลยสำหรับเขาเนื่องเขาไม่มีบัตรประชาชนจึงไม่สามารถเข้าโครงการยาต้านไวรัสของ สปสช. บางทีหมออาจจะอยากให้แต่ก็ไม่สามารถให้ได้เนื่องจากติดตรงที่เป็นชาติพันธ์ชนเผ่าไม่มีบัตรก็ไม่มีสิทธิใดๆเลยสำหรับเขาบนพื้นแผ่นดินไทยแห่งนี้ ก็คงได้แต่ยารักษาโรคฉวยโอกาสเท่านั้นจำพวกยารักษาเชื้อราในปาก,ยาพาราฯ,ยาละลายเสมหะเท่านั้น ซึ่งแท้ที่จริงแล้วนั้นเขาควรจะได้รับการักษาด้วยยาต้านไวรัสแล้วเนื่องจากเขามีซีดีสี่ที่ต่ำเอามากๆคือมีค่าเท่ากับ “0” ซึ่งคนที่จะรักษาด้วยยาต้านฯนั้นจริงๆแล้วเขาควรจะได้รับยาต้านเมื่อซีดีสี่ที่ ต่ำกว่า250 เซล แต่จะทำไงได้เล่าในเมื่อทุกอย่างเป็นเช่นนี้ คงไม่มีใครอยากเกิดมาเป็นเช่นนี้แต่คนเราเลือกเกิดไม่ได้? ตอนนี้ทางเราได้นำคุณบะเม่ จะที มาพักพื้นที่บ้านสบาย(10/07/2007) แล้ว เราในฐานะคนทำงานเพื่อ”คน”(ด้อยโอกาส) หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเขาคงจะได้รับการช่วยเหลือดังที่เขาเองมีความหวังว่าจะได้รับยาต้านไวรัสเพื่อจะมีสุขภาพที่ดีขึ้นเหมือนคนอื่นๆที่ได้รับยาต้านฯแล้วส่วนใหญ่มีสุขภาพดีขึ้น แต่วันแรกที่เข้าไปเราเองยังไม่แน่ใจว่าเขาจะได้รับการช่วยเหลือขนาดไหน?ไม่ เนื่องจากทางเจ้าหน้าที่ฯบอกว่าจะให้เขามาอยู่ที่นี่ได้ประมาณ 1 เดือนและให้เขาไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลแม่แตงเหมือนเดิม โดยให้เราเป็นคนรับ-ส่ง (แต่...ข้อเท็จจริงคือเราไปฝากอยู่ที่นั่นเพราะเราไม่มีงบประมาณนั่นเอง) ซึ่งถ้าหากเรามีงบเราไม่จำเป็นต้องไปอาศัยเขาก็ได้ แต่ที่เราไปฝากเขาเนื่องจากเราต้องการให้เขาช่วยเหลือมากว่านี้คือในเรื่องของยาต้านไวรัส ฯไม่ใช่แค่อาหารกับที่พักเท่านั้น? แต่วันนี้เราไม่แน่ใจว่าคุณบะเม่ จะที ได้รับการช่วยเหลือแค่ไหน? แต่ที่แน่ๆคือวันที่ 16/07/2007 นี้เราต้องพาคุณบะเม่ จะที ไปตรวจที่โรงพยาบาลแม่แตงอีกครั้ง แล้วค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นล่ะใครจะช่วยเราได้? เรื่องนี้คงเป็นหนังชีวิตที่ต้องติดตามต่อไปครับ
ขณะที่อีกด้านหนึ่งของชีวิตครอบครัวที่บ้านบนดอยมีนามว่าหมู่บ้านห้วยละโบ๊ ต.บ้านเป้าอ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ นั้นยังมีคนที่รอคอยการกลับมาของผู้พ่อ คือทั้งภรรยาคุณนาแส จะทีและลูกๆที่กำลังรอคอย “พ่อ” พวกเขาเชื่อว่าพ่อจะต้องหาย และมีสุขภาพที่ดีขึ้น เพื่อที่จะกลับมาช่วยแม่ทำงานหาเงินมาซื้อข้าวกิน เพราะปัจจุบันนี้แม่ต้องออกไปรับจ้างเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวคนเดียวได้วันละ 120 บาท คุณนาแส จะที เคยเล่าให้ฟังว่าต้องทำเช่นนี้มานานแล้วตั้งแต่สามีป่วยเมื่อปีที่แล้ว สามีเคยป่วยด้วยโรคฉวยโอกาสเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดมาแล้ว 2 ครั้ง ทุกคนทั้งชาวบ้านก็เชื่อว่าไม่รอดแน่นอนแต่ยังรอดมาได้ จึงเชื่อว่าสามีต้องกลับมามีสุขภาพที่ดีขึ้นแน่นอนวันนี้จึงตั้งตารอคอยอยู่ที่บ้านกับลูกๆ เรื่องของครอบครัวนี้ยังมีอีกมากโปรดติดตามตอนต่อไป และหากมีผู้ใดต้องการช่วยเหลือก็ผ่านมาทางเราแล้วเราจะพาท่านไปหาถึงที่เลยครับท่าน!
ความคิดเห็น