เที่ยวเมืองสิบสองปัันนา

แบ่งปันประสพประการณ์
ประวัติของสิบสองปันนาและสิบสองจุไท
เขตปกครองตนเองชนชาติไท สิบสองปันนา

สิบสองปันนา หรือ สิบสองพันนา (จีนตัวเต็ม: 西雙版納傣族自治州; จีนตัวย่อ: 西双版纳傣族自治州; พินอิน: Xīshuāngbǎnnà; อังกฤษ:Xishuangbanna) หรือชื่อเต็มว่า เขตปกครองตนเองชนชาติไท สิบสองปันนา ตั้งอยู่ทางใต้สุดมณฑลยูนนาน ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน มีความหมายว่า "นาสิบสองพัน" หรือ "นา 12,000 ผืน" อีกนัยหนึ่งก็คือ 12 เมือง มีเมืองหลวงอยู่ที่เมืองเชียงรุ่ง (จีน: 景洪 จิงหง) เป็นเมืองของชาวไทลื้อ


ประวัติ

ในสมัยโบราณนั้น เคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักรน่านเจ้า มีเมืองหลวงอยู่ที่ หนองแส หรือ เมือง ต้าลี่ ในประเทศจีนปัจจุบัน สิบสองปันนานั้นได้เป็นราชอาณาจักรหอคำเชียงรุ้ง เมื่อประมาณ 825 ปีก่อน โดย พญาเจือง หรือสมเด็จพระเจ้าหอคำเชียงรุ่งที่ 1 ในตำราของไทย เมื่อพุทธศตวรรษที่ 18 ชาวมองโกลได้รุกรานอาณาจักรล้านนา ส่วนสิบสองปันนานั้นจึงได้เป็นของมองโกล และก็ได้เป็นของจีนต่อมา(ตามประวัติศาสตร์จีน)
การอ่อนแอของราชวงค์อาฬโวสวนตาลครั้งแรกเริ่มคราวสมัยสมเด็จพระเจ้าหอคำเชียงรุ่งที่ 3 (ท้าวอ้ายปุง) รัชกาลที่ 3 แห่งราชวงค์อาฬโวสวนต๋าน จากนั้นเกิดความวุ่นวายเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ สุดท้ายถึงรัชกาลที่ 24 ท้าวอินเมิง (ท้าวอินเมือง) อาณาจักรสิบสองปันนาเริ่มเป็นปึกแผ่นมากที่สุด การขยายอาณาเขตเข้าไปยึดถึงเชียงตุ๋ง เมืองแถน (เดียนเบียนฟู) เชียงแสน ล้านช้าง จึงเป็นเหตุให้การอพยพชาวไทลื้อจากเชียงรุ้งและอีกหลายหัวเมืองลื้อเข้าไปสู่ดินแดนดังกล่าว เพื่อเข้าไปตั้งชุมชนปกครอง หัวเมืองประเทศราช ซึ่งหากมองมาถึงปัจจุบันมีชาวไทลื้อกระจายไปทั่วทั้งเมืองแถน หัวเมืองทางเหนือของลาว ทุกเมือง รัฐฉานของพม่า จนถึงเชียงตุง และแถบไต้คง สิบสองปันนาดำรงความมั่นคงเฟื่องฟูอยู่ 100 กว่าปี ก็ถูกรุกรานอีกครั้งโดยชาวมองโก และตกอยู่ในการปกครองของจีนอีกครั้งในปี พ.ศ. 1835 การสิ้นสุดอำนาจการปกครอง และการยอมรับอำนาจของมองโก เมื่อรัชกาลที่ 33 เมื่อพระเจ้ากรุงจีนส่งตราหัวเสือ(จุ่มกาบหลาบคำ)มาให้เป็นตราแผ่นดินแทนตรานกหัสดีลิงก์ การเปลี่ยนชื่อเจ้าผู้ครองนคร จากชื่อภาษาไทลื้อ เป็นภาษาจีน เริ่มขึ้นในยุคนี้ เจ้าผู้ครองนครชาวไทลื้อถูกเรียกว่าเจ้าแสนหวีฟ้า



เมื่อ พุทธศตวรรษที่ 21 พม่าได้ก่อตั้งอาณาจักรตองอู และขยายอาณาเขตของตนไปทางตะวันออก พม่าได้โจมตีสิบสองปันนา ต่อจากนั้นจึงได้แบ่งเมืองเชียงรุ้งเป็น สิบสองปัน และก็เป็น เมืองในปัจจุบัน ได้แก่ เมืองฮาย ม้าง หุน แจ้ ฮิง ลวง อิงู ลา พง อู่ เมืองอ่อง และ เชียงรุ้ง จึงเรียกเรียกเมืองแถวๆ นี้รวมกันว่า สิบสองปันนา ในช่วงสมัยนี้เป็นช่วงเวลาที่วัฒนธรรมพม่า และ ศาสนาได้เข้าไปในสิบสองปันนา
ตามเอกสารที่ได้บันทึกเมื่อปี พ.ศ. 2113 จัดแบ่งไว้ ดังนี้
1.เมืองเชียงรุ่ง เมืองยาง เมืองฮำ รวมเป็น 1 พันนา
2.เมืองแจ เมืองมาง (ฟากตะวันตก) เมืองเชียงลู เมืองออง เป็น 1 พันนา
3.เมืองลวง เป็น 1 พันนา
4.เมืองหน เมืองพาน เชียงลอ เป็น 1 พันนา
5.เมืองฮาย เชียงเจือง เป็น 1 พันนา
6.เมืองงาด เมืองขาง เมืองวัง เป็น 1 พันนา
7.เมืองหล้า เมืองบาน เป็น 1 พันนา
8.เมืองฮิง เมืองปาง เป็น 1 พันนา
9.เชียงเหนือ เมืองลา เป็น 1 พันนา
10.เมืองพง เมืองมาง (ฟากตะวันออก) เมืองหย่วน เป็น 1 พันนา
11.เมืองอูเหนือ เมืองอูใต้ เป็น 1 พันนา
12.เมืองเชียงทอง อีงู อีปาง เป็น 1 พันนา

สมัยรัตนโกสินทร์
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์นั้น หลังจากพระองค์ได้ส่งทัพมาปลดปล่อยเชียงใหม่ และ อาณาจักรล้านนา จาก พม่าแล้ว พระองค์ได้โปรดให้พระเจ้ากาวิละเป็นแม่ทัพ ยกไปตีเมืองและกวาดต้อนพลเมือง ชาวไทลื้อในสิบสองปันนา ไทลื้อเมืองพน เมืองหย่วน เมืองล่า ไทขึนจากเชียงตุง ไทใหญ่จากตะวันออกของพม่า มาอยู่ที่เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน พะเยา และ น่านเป็นจำนวนมาก ซึ่งเรียกกันว่ายุค "เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง" อันเป็นวิธีฟื้นฟูอาณาจักรล้านนาวิธีหนึ่ง เพราะในช่วงก่อนนั้น พม่าได้กวาดต้อนชาวล้านนาไปอยู่ที่ พุกาม และ มัณฑะเลย์ ไปจำนวนมาก
เชียงรุ่งถุกยื้อแย่งดึงโดยอาณาจักรใกล้เคียงไปมาอยู่ไม่นาน กระทั่งยุคสมัยแห่งการล่าอาณานิคมในช่วงรัชกาลที่ 4 และ รัชกาลที่ 5 ทั้งอังกฤษ และ ฝรั่งเศส เข้ามาขีดเขตอำนาจของตน ให้พม่าไปอยู่กับอังกฤษ สิบสองปันนา อยู่กับจีน เชียงตุงไปกับพม่า และ ฝรั่งเศสคุมลาว กัมพูชา และ เวียดนาม
ในช่วงสงครามโลกสิบสองปันนานั้น ตกอยู่ในแผ่นดินจีน ถูกยุบเมืองเชียงรุ้งจากเมืองหลวงเป็นแค่เมือง พร้อมๆกับเจ้าทั้งหลายด้วย โดยเคยมีเจ้าปกครองอยู่ถึง 45 พระองค์ ในปัจจุบัน คนที่มีแซ่เต๋า (刀) ก็คือ เจ้าในสิบสองปันนาที่เคยครองเมืองทั้งหลายเหล่านี้
สิบสองจุไทย ประวัติความเป็นมา : ดินแดนแคว้นสิบสองจุไทยหรือ สิบสองเจ้าไต แผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอนของอารยะชนเผ่าไต หรือ ไทดำ แผ่นดินของบรรพชนไทดำแต่ครั้งบรรพกาล จนกระทั่งถึงยุคปัจจุบัน ตั้งแต่ชนเผ่าไทดำได้อพยพเข้ามาในประเทศไทยในยุคของการตกเป็นอาณานิคมของอาณาจักรต่างๆ ในยุคนั้นแผ่นดินไต หรือแคว้นสิบสองจุไท เคยตกอยู่ในอารักขา ภายใต้การปกครองของราชอาณาจักรสยาม ในยุครัชสมัยของพระเจ้ากรุงธนบุรีหรือพระเจ้าตาก ชนเผ่าที่อยู่ในแคว้นสิบสองจุไทนั้นมีหลายเผ่าพันธุ์ เช่น ไทดำ ไทแดง ไทขาว ข่า ส่า หรือมอญ เขมร เป็นต้น ไทดำนับว่าเป็นชนเผ่าที่มีจำนวนมากกว่าไทขาว หรือไทแดง และก็เป็นชนชั้นผู้ปกครอง หรือ เจ้าเมืองปกครองชนหลายเผ่ามาทุกยุคทุกสมัย จวบจนกระทั่งถึงเสียเมือง เสียแผ่นดินให้แก่ฝรั่งเศส เมื่อปีพ.ศ. 2432 ก็ยังคงเป็น ไทดำ มาตลอด ไม่ว่า ไทดำ ไทแดง ไทขาว พวกเขาจะเรียกขานตัวเองสั้นๆ ว่า คนไตแผ่นดินสิบสองจุไท ในอดีตที่ผ่านมานั้นเหมือนถูกสาป เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมานับพันปี สิบสองจุไท ต้องตกอยู่ภายใต้มหาอำนาจในยุคนั้น บางครั้งตกอยู่ภายใต้การปกครองของจีน บางช่วงก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของเวียดนาม และอาณาจักรหลวงพระบาง ในช่วงที่อาณาจักรเหล่านั้นเรืองอำนาจและได้เข้ามาครอบครองสิบสองจุไท เป็นเมืองประเทศราช สิบสองจุไทจึงต้องจำยอมส่งส่วย เครื่องราชบรรณาการให้กับอาณาจักรเหล่านั้นตลอดมา จนกระทั่งตกมาถึงยุคที่ลาวหลวงพระบางตกเป็นเมืองประเทศราชของสยาม สิบสองจุไทจึงต้องตกมาเป็นเมืองในอารักขาของสยามโดยปริยาย และนี่คือสาเหตุที่บรรพบุรุษของเราเผ่าไทดำ หรือไททรงดำ ได้อพยพเข้ามาเป็นพลเมืองของประเทศสยามนับแต่รัชสมัยของพระเจ้ากรุงธนบุรี การเข้ามาอยู่ในไทยของบรรพบุรุษไทดำนั้น เรารู้จักได้ยินได้ฟังจากการบอกเล่าของบรรพบุรุษไทดำ ปู่ ย่า ตา ยาย เล่ากันต่อๆ มา เพราะหลังจากนั้นมาจนถึงปัจจุบันนั้นแต่ถูกอพยพเข้ามาอยู่ในไทย รวมเวลาแล้วนานนับได้ถึง 224 ปีมาแล้ว
สิบสองจุไทย แผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอนของชนเผ่าไต หรือไทดำ (ไทยทรงดำ) ในอดีตนั้นถูกเรียกขานว่าเป็นดินแดนแห่งขุนเขาหมื่นยอด เพราะพื้นที่ทั้งหมดของแคว้นสิบสองจุไทนั้น 90% เป็นภูเขาน้อยใหญ่ สลับซับซ้อนสูงเสียดฟ้า ภูมิประเทศสิบสองจุไททั้งแคว้นมีพื้นที่ราบเรียบเป็นทุ่งนาขนาดใหญ่ที่พลเมืองใช้ทำการเกษตร ทำไร่ ทำนาได้เต็ม100% มีอยู่เพียง 4 ทุ่งนาเท่านั้น คือ 1.ทุ่งเมืองลอ 2. ทุ่นเมืองถนน 3. ทุ่งเมืองเติ๊ก 4.ทุ่งเมืองแถง ในบรรดาทุ่งทั้ง 4 นี้ ทุ่งที่นับว่าใหญ่ที่สุดคือ ทุ่งเมืองแถง นอกเหนือจากทุ่งทั้ง 4 นี้ ไม่นับว่าใหญ่พอที่จะเรียกว่าทุ่ง เพราะเป็นพื้นราบตามช่องหุบเขาที่พอจะเพาะปลูกได้เท่านั้น เพราะฉะนั้นที่ดินทำนาจึงเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดของชนเผ่าไทดำ สิบสองจุไท มีการปกครองด้วยระบบมูลนาย ปู่จ้าวท้าวนั่งเมือง หรือกษัตริย์ผู้ปกครองดินแดนสิบสองจุไทคนแรก คือ ท้าวลอ เป็นลูกชายของท้าวสรวง ที่อพยพมาจากน่านเจ้า ปัจจุบันคือมณฑลยูนานของจีน ท้าวสรวงอพยพมาถึงเมืองลอและได้ให้กำเนิดบุตรชาย 1 คน จึงได้ตั้งให้ชื่อ ท้าวลอ ตามชื่อเมืองที่ปกครองอยู่ อาณาจักรเมืองลอ ในสมัยนั้นถือว่าเป็นศูนย์กลางการปกครองของไทดำ ทุกเมืองที่อยู่ในอารักขาต้องขึ้นกับเมืองลอทั้งหมด ท้าวลอได้ให้กำเนิดบุตรชาย 7 คน คือ 1.ปู่ตาดุก 2.ปู่ตาเหลา 3.ปู่ล๊อบลี่ 4.ปู่ลับลี่ 5.ปู่ล่างง่าง 6.ปู่ล่างกว้าง และ 7.ปู่ล้านเจี้อง ลูกทั้ง 6 คนนั้นมีเมืองที่ท้าวลอได้จัดแบ่งให้ปกครอง ยกเว้นล้านเจื้องคนสุดท้องที่ไม่มีบ้านเมืองให้ปกครอง ล้านเจื้องจึงขออนุญาตต่อท้าวลอผู้เป็นพ่อ ขอกำลังพลและเสบียงอาหารพร้อมอาวุธออกตระเวนตีตามหัวเมืองน้อยใหญ่ เพื่อขยายอาณาเขตเมืองลอให้กว้างขวางขึ้น ตีได้เมืองไหนถ้ายังไม่ถูกใจหรือเล็กไป ล้านเจื้องก็มอบให้ขุนทหารที่ไว้วางใจปกครองแทน ส่วนตัวก็ตีหัวเมืองไปเรื่อยๆ เพื่อหาที่ตั้งเมืองให้ได้ จนกระทั่งยกไพร่พลมาถึงภูฟ้า ได้ยินคนพูดกันไปทั่วว่ามีเมืองหนึ่งเป็นทุ่งนากว้างขวางสุดลูกหูลูกตา มีแม่น้ำไหลผ่านกลางทุ่งนาจากเหนือไปใต้ ล้านเจื้องได้ยินเช่นนั้นจึงสั่งให้ทหารลงจากภูฟ้ามาถึงทุ่งกว้างแห่งนั้น ล้านเจื้องเห็นแล้วพอใจมากจึงสั่งให้ไพร่พลสร้างบ้าน สร้างเมือง ณ ทุ่งกว้างแห่งนั้น ล้านเจื้องเมื่อสร้างเมืองเสร็จก็ขึ้นปกครองเมืองแห่งนั้น และตั้งชื่อเมืองว่า เมืองแถง และประกาศยกเมืองแถงเป็นเมืองหลวง ทุกเมืองที่อยู่ในบริเวณอาณาจักรเมืองแถงต้องขึ้นต่อเมืองแถน และส่งส่วย ส่งบรรณาการให้แก่เมืองแถน นับแต่นั้นมาเมืองแถนจึงเป็นศูนย์กลางการปกครอง ของแคว้นสิบสองจุไท เมืองแถงมีท้าวนั่งเมืองติดต่อกัน 7 คน จนถึงยุคสมัยของท้าวเถิง คนที่ 8 ช่วงนั้นเมืองแถงถูกคุกคามจากอาณาจักรล้านช้าง หรือ ลาว ท้าวเถิงจึงอพยพเมืองลึกเข้าไปทางตะวันออกและตั้งเมืองหม่วย เป็นเมืองหลวงขึ้นแทนเมืองแถน นับแต่นั้นมาเมืองหม่วยจึงเป็นศูนย์กลางการปกครองและเป็นเมืองหลวงของแคว้นสิบสองจุไท และมีท้าวนั่งเมืองสืบต่อมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงท้าวนั่งเมืองคนสุดท้ายก่อนที่แคว้นสิบสองจุไทจะถูกฝรั่งเศสเข้ายึดครองเป็นอาณานิคม ชื่อว่าท้าวคำฮัก เป็นคนที่ 32 ของราชวงศ์ลอคำ ท้าวนั่งเมืองคนสุดท้ายของแคว้นสิบสองจุไทสมัยนั้น เป็นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า รัชกาลที่ 5 ของไทย เมื่อปี พ.ศ. 2427 สิบสองจุไทถูกพวกฮ่อเข้ารุกรานเผาบ้านเผาเมืองไปทั่ว ท้าวคำฮักกลัวพวกฮ่อ จึงอพยพพลเมืองมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของ ร.5 ลี้ภัยอยู่ที่กรุงเทพฯ ถึง 3 ปี เมื่อฝรั่งเศสเข้ายึดสิบสองจุไทไปจากไทยแล้ว ท้าวคำฮัก จึงขอพระบรมราชานุญาต จาก ร.5 ขอกลับคืนสู่บ้านเกิดเมืองนอนของตน จากนั้นหลังจากที่ถูกยึดครองจากฝรั่งเศส สิบสองจุไท จึงไร้ท้าวนั่งเมือง และฝรั่งเศสได้จัดตั้งสหพันธรัฐไตขึ้น เรียกว่า สิบหกเจ้าไต และแต่งตั้งไทขาว เมืองไล ขึ้นเป็นเจ้าแผ่นดิน ชื่อ แดววันลอง และ ในปี พ.ศ. 2497 ขบวนการเวียตมินท์ นำโดย โฮจิมินท์ เข้าโจมตีค่ายทหารกองทัพของฝรั่งเศสที่เมืองแถง แตกพ่ายแพ้ยับเยินจนฝรั่งเศสแตกกระเจิงเข้าฝั่งลาว เพราะตอนนั้นลาวยังเป็นของฝรั่งเศสอยู่ คนไทดำต้องหนีภัยสงครามอพยพเข้าลาวส่วนหนึ่งที่รักอิสระและเกรงกลัวภัยสงคราม จึงอพยพเข้าสู่แขวงเชียงขวางของลาวเป็นครั้งแรก เมืองแถงปราการของฝรั่งเศสแตกเพราะการแตกแยกของไทดำเอง โดยแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งอยู่ฝ่ายฝรั่งเศส อีกฝ่ายอยู่เวียตนาม ทางฝรั่งเศสได้วางแผนตั้งสหพันธรัฐไต หรือสิบหกเจ้าไตขึ้น เพื่อจูงใจให้ชาวไทดำ ไทขาวช่วยกันต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งช่วงเวลานั้นลัทธิคอมมิวนิสต์เป็นที่หวาดกลัวของทุกประเทศในโลก โดยเฉพาะในเอเชีย ซึ่งล่อแหลมมากต่อการถูกคอมมิวนิสต์เข้าครอบครอง ผลลัพธ์ออกมาคนไทดำ ต่างถูกหลอกใช้ให้ร่วมรบและฆ่ากันเอง ฝ่ายฝรั่งเศสแพ้ต่อโฮจิมินท์ เวียตนามเป็นฝ่ายชนะและขับไล่ฝรั่งเศสออกจากแผ่นดินเวียตนาม แล้วผนวกเอาแคว้นสิบสองจุไททั้งหมดเข้ากับแผ่นดินเวียตนาม และได้ปูนบำเหน็จแก่ขุนศึกที่อยู่ฝ่ายเวียดนามให้ได้ทำงานกับรัฐบาลต่อมาจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลานจนถึงปัจจุบันก็ยังมีอยู่ ส่วนไทดำที่อพยพออกจากดินแดนของตนต่างก็แตกหนีเข้าสู่ลาวได้ 20 ปี ในปี พ.ศ.2518 ชนเผ่าไทดำก็ต้องอพยพลี้ภัยอีกครั้งเมื่อลาวถูกขบวนการประเทศลาวเข้ายึดอำนาจการปกครองเปลี่ยนการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์ ไทดำจึงต้องอพยพเข้าสู่ประเทศที่สาม เช่น ฝรั่งเศส แคนาดา ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกาที่รัฐไอโอวา นับแต่นั้นมาแผ่นดินสิบสองจุไทจึงหายไปจากแผนที่โลก และเลือนหายไปจากความทรงจำของชาวโลกนับแต่นั้นมา


สิบสองปันนาประชากรชนกลุ่มน้อยหลายเผ่าพันธุ์หลายภาษาอาศัยอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขในป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์นานาชนิดด้วยเหตุนี้ทางรัฐบาลจีนและแพทย์ศาสตร์จีนจึงได้คิดค้นหาพืชพันธุ์มาทำยาสมุนไพรใช้รักษาผู้ป่วยด้วย ยาสมุนไพร จึงมีบทบาททำให้ผู้บริโภคมีมากขึ้นยาสมุนไพรมีชื่อเสียงเป็น1/4ของสมุนไพรในชนชาติกลุ่มน้อยในประเทศจีนชนชาติกลุ่มน้อยในประเทศจีนมีชนชาติกลุ่มน้อยถึง 56 (ห้าสิบหก)ชนชาติด้วยกันยาสมุนไพรที่มีแพร่หลายในยูนานและในชนชาติกลุ่มน้อยในเขตการปกครองของสิบสองปันนาแห่งประเทศจีนสามารถรักษาผู้ป่วยให้หายมาแล้วนับไม่ถ้วนจึงทำให้ผู้คนที่ป่วยรู้จักกันยาสมุนไพรจีนแห่งยูนานและเขตการปกครองสิบสองปันนาทั่วทั้งในประเทศและนอกประเทศยาที่มีผู้ป่วยรู้จักกันทั่วโลกคือ ซานชีฮัว เทียนหม๋า หยืนเซิน เป็นต้น

รวมรูปภาพบางส่วนที่ได้มาปั๋นกัน

เหลืองกะแดงเป็นเพื่อนกันแล้วครับพากันไปดูนก+ยุงมาน่ะ ซาหนุกจีจิงเล้ย









พวกเราเก๊กหน่อยสิอดเอาเย็นแล้ว











ชมสัตว์แสดงกันครับ























































ไกด์สาวสวยของเราในสิบสองปันนา 1-2-3 อ่านว่านึง หส่อง ส่าม เจ้าค่ะ !




ร่วมฟังบรรยายเกี่ยวกับวัฒธรรมประเพณีของชนเผ่าอาข่า(HANI)ในสิบสิงปันนา

พิธีเลือกคู่ของสาวชนเผ่าอาข่า


แต่งงานกับสาวชนเผ่าอาข่าในสิบสองปันนา




เราสองคนแอบหนีกันไปแต่งงานกะสาวชนเผ่าอาข่ามาคะ....โอย...!เหนื่อยจังเลย

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

EXP.17 ปีพันธกิจสุขภาวะสภาคริสตจักรฯEP.1"ครอบครัวคริสเตียนกับสุขภาวะ(สุขภาพ)"

สรุปผลการประชุมเวทีคืนสิทธิ