สรุปผลการประชุมเวทีคืนสิทธิ
สรุปประชุมเวทีเสวนา
การประเมินกองทุนการให้สิทธิ(คืนสิทธิ์)ขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุข
กับบุคคลที่ไม่มีปัญหาสถานะและสิทธิ
วันที่ 7-8 ตุลาคม 2553
ณ ห้องประชุมป่าสักน้อย ชั้น 2 โรงแรมโลตัสปางสวนแก้ว จังหวัดเชียงใหม่
(ผู้เข้าร่วมประชุม 76 คน ประกอบด้วย)
- ตัวแทนจากกลุ่มหมอชายแดน(ผู้ให้บริการ)
- ตัวแทนจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)
- ตัวแทนจากกลุ่มชาติพันธุ์(ผู้รับบริการ)
- ตัวแทนจากกลุ่มองค์กรสมาชิก/ภาคีของเครือข่ายสุขภาพชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง(คชส.)
- กลุ่มล่ามชุมชนใน 3 จังหวัดภาคเหนือตอนบน
วาระการประชุม
(วันพฤหัสบดีที่ 7 ตุลาคม 2553)
วาระที่ ๑ กล่าวต้อนรับและชี้แจงวัตถุประสงค์การจัดประชุม โดยคุณอดิศร เกิดมงคล ผู้จัดการโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานข้ามชาติและผู้มีปัญหาสถานะบุคคล
วาระที่ ๒ ประเมินบทบาทและทิศทางกองทุนการให้สิทธิ(คืนสิทธิ์)ขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขกับบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา โดยนายแพทย์พงศธร พอกเพิ่มดี สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)
วาระที่ ๓ ประเมินกองทุนฯจากมุมมองของฝ่ายผู้ให้บริการ โดยเครือข่ายหมอชายแดน
- ประเมินกองทุนฯในระดับนโยบาย โดยคณะทำงานภาคประชาชนระดับนโยบาย
- ประเมินกองทุนฯในระดับพื้นที่ โดยคณะทำงานภาคประชาชนระดับพื้นที่
- ประเมินกองทุนฯ ด้านงานสื่อสารสาธารณะ โดยคณะทำงานภาคประชาชนด้าน สื่อสารสาธารณะ <ร่วมแลกเปลี่ยน/ซักถาม>
ดำเนินรายการโดย : คุณอดิศร เกิดมงคล และคุณอาภา หน่อตา (วันศุกร์ที่ 8 ตุลาคม 2553)
- สรุปทบทวนผลการประชุมวันที่ 7 ตุลาคม โดยนายธนวัฒน์ ผัดน้อย
วาระที่ ๔ ร่วมประเมินทิศทาง/แนวโน้มของกองทุนฯปี 2554 โดยแบ่งกลุ่มย่อย 3 กลุ่ม
คือกลุ่มงานระดับนโยบาย,ระดับพื้นที่,และงานสื่อสารสาธารณะ
- นำเสนอกลุ่มย่อย แลกเปลี่ยน/ซักถาม โดยคุณอดิศร เกิดมงคล ผู้จัดการโครงการพัฒนาคุณชีวิตแรงงานข้ามชาติฯ
วาระที่ ๕ การกำหนดยุทธศาสตร์และกิจกรรมในการขับเคลื่อนต่อไป
โดยคุณอดิศร เกิดมงคล ผู้จัดการโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานข้ามชาติฯ
- กล่าวปิดประชุม โดยคุณประพาฬรัตน์ ทะอาจ ผู้ประสานงานโครงการเคียงริมโขง
ดำเนินรายการโดย : คุณอาภา หน่อตา ผู้ประสานงานเครือข่ายสุขภาพชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง
วาระที่ ๑ กล่าวต้อนรับและชี้แจงวัตถุประสงค์การจัดประชุม โดยคุณอดิศร เกิดมงคล ผู้จัดการโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานข้ามชาติและผู้มีปัญหาสถานะบุคคล
คุณอดิศร เกิดมงคล ได้ทบทวนมติครม.เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2553 ที่ผ่านมา เป็นเรื่องกองทุนพิเศษที่ให้การดูแลด้านค่ารักษาพยาบาลสำหรับบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ ซึ่งครอบคลุมกลุ่มประชากรเป้าหมายจำนวน 457,409 คน และส่วนใหญ่เป็นกลุ่มบุคคลที่เคยได้รับสิทธิการรักษามาก่อนมีบัตรสามสิบบาท แต่ภายหลังจากมีกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปรากฏว่ามีการตีความกฎหมายว่า “พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สปสช. ให้การคุ้มครองเฉพาะคนไทยเท่านั้น ในปีพ.ศ.2546 เป็นต้นมาเริ่มมีคำสั่งการเรียกคืน ยึดบัตรประกันสุขภาพหรือสิทธิการรักษาฟรี ทำให้กลุ่มประชากรเหล่านี้เดือดร้อน กลุ่มโรงพยาบาล สถานีอนามัยต้องรักษาคนป่วยก็มีสภาพที่มีค่าใช้จ่าย หนี้สินเพิ่มและในปีพ.ศ.2548 ก็ได้มีกลุ่มองค์กรภาคประชาชน นักวิชาการ รวมถึงกลุ่มหมอที่มีความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันกับภาคประชาชน(ผู้รับบริการ) ร่วมกันปัญหาที่เกิดเสนิผลักดันเรียกร้องรัฐบาลให้ดูแลกลุ่มประชากรเหล่านี้ได้เข้าถึงบริการด้านสุขภาพโดยมีนายแพทย์พงศธร เป็นแกนหลักในการร่วมนำเสนอประเด็นจนสำเร็จเกิดเป็นมติคณะรัฐมนตรีวันที่๒๓ มีนาคม ๒๕๕๓ขึ้นมา
แนวทางปฏิบัติเรื่องหลักการบริหารจัดกองทุนฯได้มอบหมายให้สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้ดูแล รับผิดชอบในการบริหารจัดการ โดยมีคณะกรรมการกองทุนที่มาจากสัดส่วนต่างๆทั้งฝ่ายผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ(ตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์) นักวิชาการ สปสช.รวมถึงตัวแทนจากกลุ่มองค์กรภาคประชาชนที่มีการขับเคลื่อนประเด็นเรื่องนี้ตลอดมา ซึ่งในการบริหารจัดการทีแรกมีการยื่นเสนอให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)เป็นผู้ดูแล แต่ด้วยเงื่อนไขและข้อจำกัดทางด้านกฎหมายที่ไม่สามารถกระทำได้ เพราะกฎหมาย สปสช.ให้การดูแลเฉพาะกลุ่มคนสัญชาติไทยเท่านั้น ทาง ครม.เห็นว่าคนกลุ่มนี้เป็นคนไทยรอสัญชาติ และเมื่อเป็นคนไทยทาง สปสช.ก็ต้องดูแลต่อไป
ในการบริหารจัดการกองทุนของสำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งไม่มีประสบการณ์ในการดูแลเรื่องหลักประกันสุขภาพของกลุ่มคนเหล่านี้มาก่อน จึงทำให้เกิดปัญหาในเชิงบริหารจัดการพอสมควร ไม่มีฐานข้อมูลประชากรที่ชัดเจน ไม่รู้ว่าจะต้องกำหนดแนวทางการปฏิบัติอย่างไร กระทั่งระยะเวลาผ่านไปถึง 6 เดือน หน่วยบริการในระดับปฏิบัติงาน เช่น โรงพยาบาล สถานีอนามัย สาธารณสุข ฯ พบปัญหาและข้อจำกัดหลายประการ อาทิเกิดความกังวลใจว่ากองทุนจะไม่ยั่งยืน งบประมาณไม่มา คำสั่งเรื่องแนวทางปฏิบัติไม่ชัดเจน เรื่องสิทธิประโยชน์จะครอบคลุมเหมือนบัตรทองหรือไม่ อย่างไร ซึ่งขณะนี้แม้กระทั่งการขึ้นทะเบียนกลุ่มผู้มีสิทธิก็ยังไม่ครบถ้วน เพราะด้วยปัญหากองทุนที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องใหม่สำหรับผู้ให้บริการ จึงยังไม่มั่นใจที่จะให้บริการ เกรงว่าหน่วยบริการจะติดหนี้เพิ่มขึ้น
โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานข้ามชาติและผู้มีปัญหาสถานะบุคคล(คพรส.)ร่วมกับเครือข่ายสุขภาพชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง(คชส.)ซึ่งเป็นกลไกปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ จึงได้มีกำหนดการเพื่อจัดเวทีประเมินกองทุนและร่วมระดมข้อเสนอกำหนดทิศทางยุทธศาสตร์ในการพัฒนากองทุนที่ควรจะยั่งยืนในอนาคตปี 2554 ต่อไป
วาระที่ ๒ ประเมินบทบาทและทิศทางกองทุนการให้สิทธิ(คืนสิทธิ์)ขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขกับบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา
โดยนายแพทย์พงศธร พอกเพิ่มดี สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)
๏ ประเด็นนำเสนอ
- ความเป็นมา
- การเข้าถึงบริการของผู้มีสิทธิที่ผ่านมา
- ค่าใช้จ่ายในการให้บริการ
- ปัญหาและอุปสรรค
- แนวทางการดำเนินการในอนาคต
หากย้อนมองถอยหลังในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา กว่าจะมีกองทุนก้อนนี้ออกมา จะสังเกตเห็นว่าอยู่ในระหว่างการผลัดเปลี่ยนผู้นำประเทศหรือรัฐบาลถึง 4 คนด้วยกัน ซึ่งนับว่ามีความยากลำบากพอสมควร ต้องอาศัยวิธีการนำเสนอชูประเด็นในที่ประชุมบอร์ดอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเกิดเป็นมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 มีนาคมที่ผ่านมา มีนโยบายการรักษาฟรี สิทธิประโยชน์เสมือนสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพ แต่เนื่องจากในขณะนี้ยังขาดความชัดเจนอยู่หลายประการ ประกอบกับปัญหาและข้อจำกัดในด้านต่างๆที่ส่งผลต่อแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องกองทุนฯจึงอาจทำให้สิทธิประโยชน์บางประการของกองทุนฯไม่เหมือนสิทธิในระบบบัตรทอง ฉะนั้น ในบรรดากลุ่มองค์กรภาคประชาชน ผู้รับบริการ นักวิชากร กระทั่งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคนควรจะเร่งติดตามและร่วมผลักดันจนเกิดเป็นบรรทัดฐานเดียวกันกับระบบบัตรทอง พยายามสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมที่เข้มแข็ง
ส่วนงบประมาณสำหรับในปีพ.ศ.2554 ขณะนี้ก็ได้ร่างขึ้นมาเรียบร้อยแล้วตัวเลขอยู่ที่จำนวน 900 กว่าล้านบาท ซึ่งครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลตลอดทั้งปี
และสถานการณ์ความคืบหน้าล่าสุดเรื่องงบประมาณกองทุนฯปี 2553 ขณะนี้หน่วยงานสาธารณสุขได้รับงบประมาณสนับสนุนแล้ว และกำลังมีการกระจายงบประมาณไปยังหน่วยบริการในระดับพื้นที่เป็นรายจังหวัด เพื่อบริหารจัดการดูแลค่าใช้จ่ายต่างๆที่เกิดขึ้นในหน่วยบริการ
ทบทวนมติ ครม.ที่เห็นชอบเรื่องการให้สิทธิ(คืนสิทธิ์)ขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขกับบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2553 โดยให้การดูแลค่ารักษาพยาบาลสำหรับบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิจำนวน 457,409 คน โดยมีการอนุมัติงบจากส่วนกลางเพียง 348 จากเดิมที่ครม.อนุมัติจำนวน 472 ล้านบาท และขณะนี้สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข โดยกลุ่มงานประกันสุขภาพเป็นผู้บริหารจัดการกองทุน โดยมีหลักการบริหาร ดังนี้
1.งบ OP, PP จ่ายเป็น capitation ไปที่ สสจ. (60%)
2.งบ IP, refer กันไว้ที่ส่วนกลางเพื่อตามจ่าย(39%)
3.ยาราคาแพง วัคซีน ให้เบิกจ่ายจาก สปสช.ไปก่อน แล้วกระทรวงสาธารณสุขจะตาม จ่ายให้ สปสช.
(กรณีการล้างไต, ยา ARV และ DMI อื่นๆ ยังไม่ครอบคลุม เช่น กับบัตรทอง)
๏ การดำเนินงานที่ผ่านมา
มีการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อบริหารจัดการกองทุน โดยกระทรวงสาธารณสุขมีการจัดประชุมเพื่อ
1.การประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุน 3 ครั้ง
2.การประชุมชี้แจงนโยบายไปสู่ผู้ปฏิบัติในพื้นที่ 2 ครั้ง (เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ)
3.มีการประชุมกับ สปสช.อย่างไม่เป็นทางการ 4-5 ครั้ง
4.รายงานผลการดำเนินงานให้บอร์ด สปสช.1 ครั้ง
๏ จำนวนผู้ลงทะเบียน
- ประชากรตาม มติ ครม.ทั้งหมดจำนวน 457,409 คน
- เมื่อตรวจสอบสิทธิแล้ว เหลือประมาณ 288,572 คน เนื่องจากบางส่วน มีสิทธิซ้ำซ้อนกับของบัตรทอง เช่น ใน กทม. ผู้ที่มีสิทธิมีบัตรทองที่ ร.พ.ศิริราช อยู่แล้ว สปสช. จึงยังไม่ถอนสิทธิ เพราะเกรงว่าจะได้รับผลกระทบต่อประชาชน บางส่วนได้บัตรสัญชาติไทยแล้ว(มีบัตรทอง) และบางส่วนเสียชีวิต
๏ ประเภทของการใช้บริการ
ประเภทของการให้บริการ รวม
ป่วยฉุกเฉินและอุบัติเหตุ (AE) 136
โรคเบาหวาน (DM) 3
โรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง (HC) 80
ผู้ป่วยใน (IP) 1433
บริการส่งเสริมและป้องกันโรค (PP) 21
หมายเหตุ: ไม่รวมผู้ป่วยนอก
๏ 10 อันดับแรกของโรคที่มารับบริการ
กลุ่มโรค รหัสโรค (PDX) จำนวน (ครั้ง)
Spontaneous vertex delivery O800 131
Diarhoea and gastoenteritis of presumed infactious origin A09 90
Dengue fever (classic dengue) A90 49
Plasmodium falciparum malaria, unspecified B509 43
Dengue haemorrhagic fever A91 30
Acute appendicitis unspecified K359 27
Pneumonia unspecified J189 24
Fever unspecified R509 23
Beta Thalassemia D561 22
Acute tubulo-interstitial nephritis N10 22
๏ ข้อมูลการใช้บริการรายจังหวัด
จังหวัด ผู้ป่วยใน ผู้ป่วยนอก
เชียงราย 478 42
เชียงใหม่ 398 26
กาญจนบุรี 363 10
แม่ฮ่องสอน 72 8
ตาก 70 3
ราชบุรี 53 1
ตราด 18 0
กรุงเทพมหานคร 12 1
ยะลา 5 7
อุบลราชธานี 8 4
ประจวบคีรีขันธ์ 12 0
เพชรบุรี 10 1
ระยอง 8 3
จังหวัด ผู้ป่วยใน ผู้ป่วยนอก
ชลบุรี 9 0
ลำปาง 5 3
ลำพูน 3 4
พะเยา 3 3
พิษณุโลก 3 3
สมุทรสาคร 5 1
สุรินทร์ 3 3
สงขลา 4 2
นครราชสีมา 4 2
ระนอง 6 0
เพชรบูรณ์ 1 4
หนองคาย 5 0
สระบุรี 2 2
๏ ค่าใช้จ่ายผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน (พ.ค.-ก.ค. 53)
ผู้ป่วย ผู้ป่วยใน ผู้ป่วยนอก รวม
จำนวน 1,608 43 1,751
ADJRW 1,556.15 - 1,556.15
DRG 18,267,452 - 18,267,452
ค่าใช้จ่ายรวม (บาท) 12,433,775.25 137,317 12,571,092.25
ที่มา: สำนักบริหารกองทุน, สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, มิถุนายน 2553
๏ ค่าใช้จ่ายผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน 10 จังหวัดสูงสุด
จังหวัด จำนวนผู้ป่วย ค่าใช้จ่าย
เชียงใหม่ 26 68,135.00
พะเยา 3 11,673.00
เชียงราย 42 8,844.00
กาญจนบุรี 10 6,895.00
แม่ฮ่องสอน 8 5,944.00
ตาก 3 5,046.00
พิษณุโลก 3 4,872.00
นครพนม 1 4,050.00
ยะลา 7 3,748.00
๏ ปัญหาและอุปสรรค
การเข้าถึงบริการต่ำมาก มีจากหลาย สาเหตุหลาย
- ผู้ที่มีสิทธิไม่ทราบว่าตนเองมีสิทธิ จึงไม่ไปใช้บริการ
- หน่วยบริการบางส่วนยังไม่ทราบนโยบายดังกล่าว
หน่วยบริการอาจมีปัญหาเรื่องการส่งข้อมูล
- การบริหารจัดการในเขต กทม. ที่ให้ใช้สิทธิเพียง ร.พ.ของกระทรวงสาธารณสุข
- งบประมาณที่เหลือจ่ายในปีนี้ จะทำอย่างไร ?
- การเปลี่ยนผู้มีสิทธิจากบัตรทองมาเป็นกองทุนฯนี้ ?
๏ แนวทางการดำเนินงานในอนาคต
- เสนอให้กระทรวงสาธารณสุขปรับปรุงวิธีการบริหารจัดการ
ทำจดหมายเปิดผนึกถึง รมว. การกระทรวงสาธารณสุข
ประชาสัมพันธ์ให้ผู้มีสิทธิรับทราบสิทธิมากขึ้น
ปรับปรุงเขต กทม. และการส่งต่อผู้ป่วยไปยังระดับตติยภูมิ
ปรับปรุงเรื่องการส่งข้อมูล
- ติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง
- หาแนวทางเพื่อดำเนินการสำหรับกลุ่มคนไทยพลัดถิ่นต่อไป
- กองทุนควบคุมและป้องกันโรคตามแนวชายแดน
๏ การแลกเปลี่ยน/ซักถาม
ตัวแทนจากโรงพยาบาลอุ้มผาง ได้ร่วมสะท้อนปัญหากรณีการขึ้นทะเบียน เพราะว่าฐานข้อมูลผู้มีสิทธิ์ยังไม่ชัดเจน ตัวเลขไม่ Update และผู้มาใช้บริการตามมติ ครม. ณ ขณะนี้กำลังอยู่ที่จำนวน 20 กว่าราย และยังมีกลุ่มบุคคลที่หลุดหายไปจากฐานทะเบียนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มที่พบว่า มีเลขประจำตัวตรงตามมติ ครม.แต่พอตรวจสอบในฐานทะเบียนของโรงพยาบาลกลับไม่เจอ
แต่ในส่วนการให้บริการนับตั้งแต่ปีพ.ศ.2544 เป็นต้นมา ทางโรงพยาบาลก็ให้บริการโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายอยู่แล้ว แม้ไม่มีสิทธิใดใดเลย ฉะนั้นจึงเป็นที่มาของการก่อเกิดหนี้ที่สะสมอย่างมหาศาล และเป็นปัญหาจวบจนถึงปัจจุบันนี้
กระทั่งมีมติ ครม.เรื่องกองทุนพิเศษนี้เกิดขึ้น นับว่าเป็นสิ่งที่ดีที่จะช่วยบรรเทาและลดภาระด้านค่าใช้จ่ายของทางโรงพยาบาลได้
ตัวแทนจากสาธารณสุขเชียงราย กล่าวว่าในพื้นที่มีผู้มาใช้บริการเป็นจำนวนมาก แต่ฐานข้อมูลกลุ่มเป้าหมายยังไม่ชัดเจน ยากต่อการตรวจสอบสิทธิ์ บางหน่วยบริการสามารถตรวจสอบผ่านระบบออนไลน์ได้ แต่ในบางพื้นที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ เพราะปัญหาเรื่องระบบ On Web ใช้การไม่ได้ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่สูง นอกนั้นยังพบปัญหาเรื่องความซ้ำซ้อนของชื่อผู้มาใช้บริการ คนเดียวมีสองชื่อ เนื่องจากเคยมาใช้บริการหลายที่ แจ้งหลายชื่อ/เปลี่ยนชื่อใหม่ จึงทำให้การตรวจสอบสิทธิ์ระหว่างหน่วยบริการไม่ตรงกัน เช่นเลขประจำตัวเดียวกัน ไปปรากฏสองชื่อในหน่วยบริการสองแห่ง
ข้อเสนอ ขอให้ทาง สปสช.ช่วยปรับปรุงฐานทะเบียนผู้มีสิทธิ์ให้ชัดเจน
นายแพทย์พงศธร กล่าวว่าที่ผ่านมา สิ่งที่ค่อนข้างเป็นปัญหาใหญ่ คือการบริหารจัดการกองทุนฯที่ยังดูเป็นเรื่องใหม่สำหรับผู้ให้บริการ คณะกรรมการกองทุนฯ และขณะนี้งบประมาณกองทุนยังคงเหลือประมาณ 100 กว่าล้านบาท ฉะนั้น ฝากไปยังองค์กรที่ทำงานทุกฝ่ายช่วยเร่งประชาสัมพันธ์ข้อมูลให้ครอบคลุมในทุกพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
ผู้เข้าร่วมประชุมจากจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่ควรจะมุ่งเน้นผลักดันกลุ่มบุคคลที่มีสิทธิ์ตามมติ ครม.ให้ชัดเจนและครบถ้วนก่อน จากนั้นค่อยขยับกลุ่มเป้าหมายอื่นๆที่ยังไม่ได้อยู่ในมติต่อไป
วาระที่ ๓ การประเมินกองทุนฯจากมุมมองของฝ่ายผู้ให้บริการ โดยเครือข่ายหมอชายแดน
- ประเมินกองทุนฯในระดับนโยบาย โดยคณะทำงานภาคประชาชนระดับนโยบาย
- ประเมินกองทุนฯในระดับพื้นที่ โดยคณะทำงานภาคประชาชนระดับพื้นที่
- ประเมินกองทุนฯ ด้านงานสื่อสารสาธารณะ โดยคณะทำงานภาคประชาชนด้าน สื่อสารสาธารณะ
๏ เครือข่ายหมอชายแดน
ตัวแทนจากโรงพยาบาลอุ้มผาง จังหวัดตากได้ร่วมแลกเปลี่ยนโดยจำแนก 3 ส่วน ดังนี้
1.กลุ่มเป้าหมายในพื้นที่มีจำนวน 5,000 กว่าราย (ตัวเลขโดยประมาณ)
เริ่มให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน เป็นต้นมา
2. ฐานข้อมูลเดิมของกลุ่มเป้าหมาย (มาจากกลุ่มบัตรสีฟ้า เคยได้บัตรทองแบบธรรมดา)
- เคยได้บัตร 50 เป็นบัตรทองคล้ายบัตรของคนไทย
- การอนุเคราะห์(อน.)ไม่เรียกเก็บเงิน
3 ปัญหาเรื่องสัดส่วนผู้ให้บริการ 1/50 คน (คาดว่าใช้ไม่ได้) ผู้ให้บริการเหนื่อยเกินไป
และปัญหาการขาดความชัดเจนเรื่องชื่อสกุลผู้ใช้บริการต้องไม่ซ้ำซ้อนกัน
ส่วนกรณีผู้ไม่มีสิทธิใดใด ใช้วิธีการออกบัตรห้อยท้าย “ผู้มีปัญหาสถานะและสิทธิ์”
ตัวแทนจากโรงพยาบาลอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก
- มีความกังวลเรื่องความยั่งยืนของกองทุนฯงบประมาณไม่มา
- จำนวนกลุ่มเป้าหมายราวๆ 17,000 คน
- ข้อเสนอควรจัดระบบการบริหารจัดการที่ชัดเจนให้เป็นระบบเดียวกันทุกพื้นที่
- ยังขาดผู้ดูแลเรื่องความชัดเจนด้านระบบ โดยเฉพาะสถานะของกลุ่มเป้าหมายยังไม่ชัดเจน แต่ละคนมีความแตกต่างกัน และถิ่นที่อยู่อาศัยไม่ตรง ดังนั้นควรทบทวนระบบใหม่ทั้งหมด เริ่มตั้งแต่การบริการจัดการกองทุน ชุดสิทธิประโยชน์ การให้บริการ ตลอดทั้งความคาบเกี่ยวกับความมั่นคง ควรแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง
- ส่วนแนวทางในการปฏิบัติเบื้องต้นที่ผ่านมา ยังเก็บค่าบริการ เพื่อป้องกันเงินกองทุนไม่มา
ตัวแทนจากกลุ่มโรงพยาบาล และภาคประชาชนอำเภอปางมะผ้าจังหวัดแม่ฮ่องสอน
- ปัญหาในการเข้าถึงการบริการของชาวบ้านมีน้อย เพราะส่วนใหญ่หน่วยบริการเป็นมิตรกับชาวบ้าน แม้ไม่มีสิทธิ์ใดใด ก็รักษาตามจรรยาบรรณความเป็นแพทย์
- การบริการรักษาฟรี และมีการสร้างข้อตกลงระหว่างหน่วยบริการปฐมภูมิ-ทุติยภูมิ เรื่องระบบส่งต่อ Refer ภายในจังหวัด ส่วนกรณีกลุ่มเป้าหมายที่ขึ้นทะเบียนตามมติ ครม.มีจำนวน 2,000 กว่าคน เพราะบางส่วนย้ายถิ่นที่อยู่อาศัย ทำงานต่างจังหวัด บางรายไม่มีตัวตน เสียชีวิต และมีบางกลุ่มที่งอกใหม่จำนวนหลายร้อยคน
ส่วนข้อเสนอ เนื่องจากระเบียบการบริหารจัดการกองทุนจะแตกต่างจากระบบ UC เช่นค่าบริการ ค่ายาเวชภัณฑ์ ดังนั้นเพื่อความสะดวกและง่ายต่อการบริหารจัดการงบประมาณ ควรใช้ระบบเดียวกับ UC จะดีกว่า และชุดสิทธิประโยชน์ควรเหมือนระบบ UC ทุกประการ
ส่วนกรณีการขึ้นทะเบียนข้ามเขต เกรงว่าจะใช้สิทธิไม่ได้ (ข้อสังเกตการออกนอกเขตพื้นที่ของกลุ่มเป้าหมาย กฎหมายยังไม่รองรับ ต้องขออนุญาตเท่านั้น)
ตัวแทนจากโรงพยาบาลอำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน
ภายใต้บริบทพื้นที่ชายแดนในอำเภอสบเมย-พม่า ซึ่งมีการอาศัยอยู่รวมกันอย่างหลากหลาย และส่วนใหญ่เป็นกลุ่มบุคคลที่มีปัญหาเรื่องสถานะ แต่ขณะเดียวกัน คือกลุ่มบุคคลที่มีความสำคัญต่อฐานระบบเศรษฐกิจในพื้นที่ เป็นกลุ่มแรงงานราคาถูก ดังนั้นในการให้บริการ หน่วยบริการสาธารณสุขก็ต้องดูแลรักษา แม้ไม่มีงบประมาณ ซึ่งในตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทางโรงพยาบาลติดหนี้ราวๆ 20-30 ล้านบาท
กระทั่งมีมติ ครม.เรื่องกองทุนฯเห็นว่าน่าจะเป็นช่องทางที่ดีที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ได้เข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ส่วนกรณีบุคคลที่ไม่มีสิทธิใดใดเลย น่าจะเป็นประเด็นขับเคลื่อนต่อไป ที่ผ่านมาทางโรงพยาบาลเน้นการอนุเคราะห์เป็นรายๆไป ส่วนด้านข้อมูลกลุ่มเป้าหมายจะคล้ายกันกับพื้นที่อื่นๆ มีชาวบ้านประมาณ 20-30 % ยังไม่อยู่ในมติครม.นั่นหมายความว่าโรงพยาบาลต้องแบกรับภาระไป
ส่วนประเด็นปัญหาในเชิงปฏิบัติ พบว่ามีความซับซ้อนเรื่องฐานข้อมูลผู้มีสิทธิ์ ตัวเลขไม่ชัดเจน ตัวเลขไม่นิ่ง
ประเด็นฝาก สำหรับเครือข่ายฯและหน่วยบริการที่จะมีส่วนร่วม ควรมุ่งเน้นสร้างความตระหนักต่อเรื่องสิทธิตนเอง การดูแลสุขภาพ การสร้างแรงจูงใจควบคู่กับการให้บริการแก่ชาวบ้าน
และกรณีคนไทยสามารถใช้บัตรประชาชนแทนบัตรทอง ดังนั้นสำหรับกลุ่มคืนสิทธิ์ ก็ไม่จำเป็นต้องออกบัตร ให้ใช้บัตรประจำตัวที่หน่วยงานรัฐออกให้แทนบัตรคืนสิทธิ์ได้เลย
ควรพัฒนาช่องทางในการขึ้นทะเบียนให้หลากหลายยิ่งขึ้น เช่นการขึ้นทะเบียนผ่านระบบออนไลน์) เหมือน สปสช.
ตัวแทนจากโรงพยาบาลแม่อายและล่ามชุมชนอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่
สำหรับการให้บริการที่ผ่านมา ก็ไม่เก็บค่าบริการ ส่วนข้อดีของกองทุนฯ สามารถลดปัญหาค่าใช้จ่ายของหน่วยบริการได้ แต่ด้วยจำนวนประชากรที่มาก จึงยังไม่สามารถลดปัญหาได้ทั้งหมด ยังไม่ครอบคลุมทุกคนที่อยู่ในพื้นที่
ส่วนปัญหาการขึ้นทะเบียน พบว่ามีกลุ่มหัว 6 จำนวน 14,000 คนไม่ได้อยู่ในมติ ครม. รพ.ต้องแบกรับภาระแทน และการให้บริการที่ผ่านมาในระบบกองทุนคืนสิทธิ์มีการส่งต่อ Refer 3-4 รายแล้ว หากเป็นผู้ป่วยในจะอาศัยวิธีการเคลม ตามจ่าย ส่วนกรณีผู้ป่วยนอกส่งตามโรงพยาบาลหลัก เพื่อลดปัญหาต่างๆ
ข้อเสนอ ในแต่ละจังหวัดควรจะมีการสร้างข้อตกลง MOU สร้างความเข้าใจที่ตรงกัน และใช้ระบบเดียวกันเรื่องระบบการส่งต่อผู้ป่วยภายในจังหวัด (จะเป็นระบบเคลมหรือตามจ่าย ขึ้นอยู่กับข้อตกลงภายในจังหวัดนั้นๆ จัดเวทีพูดคุยกันสักครั้ง)
และอีกประเด็นสำคัญคือ ควรเปิดช่องทางสำหรับผู้มาขึ้นทะเบียนแจ้งใช้สิทธิ์ สามารถขึ้นทะเบียนได้ทุกที่ผ่านระบบ On Web
ส่วนจะใช้สิทธิ์หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับผู้ใช้บริการ แต่หน่วยบริการจะต้องทำการขึ้นทะเบียนไว้ก่อน เพื่อบันทึกเป็นฐานข้อมูลผลักดันในอนาคตต่อไป
ตัวแทนจากสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย
หากจำแนกสถานการณ์ปัญหาโดยภาพรวม มีดังนี้
- ปัญหาการจัดระบบ การขึ้นทะเบียน การประชาสัมพันธ์ การสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย และการสื่อสารภายในองค์กรที่ทำงานด้วย จะต้องมีความเข้าใจตรงกัน ปฏิบัติเหมือนกัน
- การบริหารจัดการงบประมาณ การส่งต่อ การตามจ่าย(ฝากส่วนกลางช่วยจัดระบบ)
- การให้บริการ ควรสร้างข้อตกลงไปในทิศทางเดียวกัน
- ปัญหาในการเช็คสิทธิกลุ่มเป้าหมาย ติดขัดตรงระบบ ใช้เวลานาน และการรายงานควรออกแบบให้ชัดเจน
- ปัญหาการเคลื่อนย้ายที่อยู่ของกลุ่มเป้าหมาย(กรณีแม่สายตัวเลขไม่นิ่ง)
- ควรเน้นการคืนสิทธิให้กับผู้มิสิทธิ์เป็นเบื้องต้นก่อน และผู้ที่ไม่มีสิทธิอะไรเลย ขับเคลื่อนต่อไป
ผู้เข้าร่วมประชุมจากภาคประชาชนจังหวัดเชียงราย
ได้ร่วมสะท้อนถึงผลดีของการมีกองทุนพิเศษตามติครม.ซึ่งที่ผ่านมาได้ทำงานทางด้านสุขภาพกับกลุ่มเด็กและผู้หญิง มีการส่งตัวผู้ป่วยไปรักษาทีโรงพยาบาล ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่ภายหลังจากมีกองทุนนี้ จะช่วยลดภาระด้านงบประมาณลงได้ โดยเฉพาะการส่งต่อผู้ป่วยข้ามจังหวัด
๏ การรายงานสถานการณ์ความคืบหน้า/ร่วมแลกเปลี่ยน โดยคณะทำงาน 3 ชุด
1.ระดับพื้นที่
2.ระดับนโยบาย
3.สื่อสารสาธารณสุข
ประเด็นที่ 1 สถานการณ์/ความคืบหน้ากองทุนฯ
- พบปัญหาด้านการสื่อสาร ภาษาหมอกับภาษาชาติพันธุ์
- “ล่ามชุมชน” ทำหน้าที่เป็นกลไกประสานงานระหว่างผู้รับบริการกับผู้ให้บริการ
คอยส่งผู้ป่วย แปลภาษา และรายงานสถานการณ์ปัญหาในพื้นที่
- พบข้อจำกัดเรื่องงบประมาณสนับสนุนล่ามชุมชนและล่ามชุมชนยังมีจำนวนน้อยไม่สามารถดูแลผู้ป่วยทั้งชุมชนได้ (พบว่าล่ามชุมชนบางคน ต้องจ่ายเงินให้ผู้ป่วยแทน เพราะต้องดูแลเอกสารให้ผู้ป่วยด้วย)
- สถานการณ์ปัญหาของฝ่ายผู้รับบริการคล้ายกันกับฝ่ายผู้ให้บริการ คือขาดข้อมูลที่ชัดเจนเรื่องกลุ่มเป้าหมายในมติ ครม.
- พบปัญหาความซ้ำซ้อนของชื่อผู้ใช้บริการ เช่น คนเดียวมี 2 ชื่อ เพราะใช้บริการหลายแห่ง
- พบปัญหาด้านการจดทะเบียนสัญชาติ กรณีการเรียกคืนบัตรและเคยมี ทร.13 แล้วขอขึ้นสิทธิ์ใหม่ แต่กรมปกครองปฏิเสธ เพราะชื่อถูกระงับแล้ว ส่งผลต่อการเข้าไม่ถึงการบริการสาธารณสุข
- ชาวบ้านบางส่วนยังไม่รู้จักกองทุนฯ โดยเฉพาะในเขตอ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
- กองทุนยังขาดคณะกรรมการในการติดตามอย่างเอาจริงเอาจัง
- กรณีเชียงราย (ตำบลวาวี การประชาสัมพันธ์ข้อมูลกองทุนยังไม่ครอบคลุม)
- ปัญหาและข้อจำกัดฝ่ายผู้ให้บริการ ในการบริหารจัดการงบประมาณที่ยังไม่ชัดเจน การขาดหลักการเรื่องดุลยพินิจในการให้ผู้ป่วยจ่ายเงินเองหรือไม่นั้น
ประเด็นที่ 2 การรับรู้ข้อมูล
- มีการรับรู้ข้อมูลหลายช่องทาง เช่นวิทยุชุมชน องค์กรประชาชน ผู้นำชุมชน สื่อบุคคลหน่วยงานสาธารณสุข แต่ช่องทางวิทยุชุมชนใช้ได้ผลมากที่สุด สามารถกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวของชาวบ้านสูง มีการกระจายข้อมูลโดยวิทยุ ทำเป็นแหล่งเรียนรู้ข้อมูล กลไกดีเจ โดยส่วนใหญ่มุ่งเน้นให้กลุ่มเยาวชนเป็นผู้จัดรายการ
- ในกรณีพื้นที่เขตอำเภอแม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ พบข้อจำกัดจากการอาศัยอยู่ระหว่างรอยต่อของพื้นที่ ทำให้เข้าไม่ถึงชุดข้อมูลความรู้เรื่องกองทุนฯ
- ในกรณีพื้นที่เขตอำเภอเชียงของ จ.เชียงราย ขาดการประชาสัมพันธ์ข้อมูลกองทุนของหน่วยงานสาธารณสุข โดยเฉพาะระดับโรงพยาบาล จึงทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ เฉพาะหมู่บ้านเวียงหมอกจำนวนราวๆ1,000 กว่าคน เข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสาร แต่ในส่วนการสร้างความเข้าระดับหน่วยบริการสถานีอนามัย เคยจัดกิจกรรมสร้างความเข้าใจร่วมกันแล้ว 1-2 ครั้ง (ข้อมูลล่ามชุมชน)
- การเน้นสื่อสารสร้างความเข้าใจต่อสังคม เรื่องสุขภาพเพราะโรคไม่ได้ถูกกำหนดที่สถานะบุคคล
- ศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชน(ศปสช.)ทำหน้าที่รับเรื่องร้องเรียน กรณีเกิดความเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข เผยแพร่ข้อมูลบัตรทอง ติดตามและร่วมพัฒนาระบบบริการในระดับพื้นที่ ติดตามข้อมูลตามมติ ครม.ด้วย ซึ่งที่ผ่านมาทางเครือข่ายสุขภาพชาติพันธุ์ก็ได้กระจายข้อมูลไปยังกลไกศูนย์ประสานงานทางภาคเหนือ เพื่อร่วมกันประชาสัมพันธ์ข้อมูลในพื้นที่การทำงานของตนเอง
ประเด็นที่ 3 การขึ้นทะเบียน
- ข้อจำกัดในการขึ้นทะเบียน กลุ่มเป้าหมายบางส่วนอาศัยอยู่นอกเขตพื้นที่ ไปทำงานต่างจังหวัด ไม่ทราบข่าวกองทุน หรือ บางกลุ่มทราบข่าวแล้ว แต่ไม่ชัดเจน ส่งผลให้ไม่อยากเสียเวลากลับมาขึ้นทะเบียนยังภูมิลำเนาของตนเอง ซึ่งเคยมีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลชุดหนึ่งจากหน่วยบริการว่า กองทุนอาจไม่ยั่งยืน ใช้สิทธิ์ได้แค่ 3 เดือน
- การขึ้นทะเบียนกับการรับบริการยังไม่สอดคล้องกัน มีการขึ้นทะเบียนแต่ยังใช้บริการไม่ได้
- ในพื้นที่เขตอำเภอปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน มีการใช้บัตรทองเดิมแทนการออกบัตรใหม่ และบริการรักษาตามปกติเหมือนเดิม โดยที่ไม่จำเป็นต้องออกบัตรใหม่ให้เสียเวลา
- การออกบัตรสุขภาพ(ในกองทุนฯ) บางหน่วยบริการ ออกเป็นบัตรชั่วคราวใช้ได้แค่ 1 เดือน (ต้องเปลี่ยนทุกเดือน) ทำให้เกิดความยุ่งยากกับผู้รับบริการ
ประเด็นที่ 4 การให้บริการ/ระบบ/และการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย(Refer)
- การบริการระดับโรงพยาบาลยังไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย บางพื้นที่ยังไม่ให้บริการเลย เพราะเกรงปัญหางบประมาณจะไม่มา
- พบปัญหาเรื่องการใช้วาจาของผู้ให้บริการ ทำให้ผู้ป่วยไม่กล้าใช้บริการอีก ขณะที่ต้องรักษาต่อเนื่อง (ลำพังไม่มีบัตรสัญชาติไทยก็กลัวแล้ว) มีการให้บริการโดยพิจารณาจากรูปลักษณ์ภายนอก
- การให้บริการในระดับที่ดีที่สุด คือหน่วยบริการระดับปฐมภูมิ(สถานีอนามัย) เพราะใกล้ชิดกับชาวบ้าน ใช้วาจาที่ดี ส่งผลต่อภาวะจิตใจที่ดีขึ้น (อธิบายโดยหลักจิตวิทยา)
- อีกมุมมองหนึ่งของฝ่ายผู้ให้บริการ พบว่ามีข้อจำกัดด้านจำนวนบุคลากรสาธารณสุข มีน้อย ทำให้งานหนัก เหน็ดเหนื่อย(คนไข้เยอะ) ต้องคัดกรองผู้ป่วยโดยลำดับความรุนแรงของอาการเจ็บป่วย (จัดลำดับคิว) มักทำให้การบริการล่าช้าเป็นปกติ
- ข้อดีของกองทุน ชาวบ้านสามารถใช้ประโยชน์ได้หลายรายแล้ว แต่ยังมีข้อจำกัดด้านกรณีการส่งต่อผู้ป่วย มักปฏิเสธการส่งต่อ อันเนื่องด้วยสาเหตุหลายประการ ระบบส่งต่อมีน้อย เพราะหน่วยบริการมักอ้างว่า สามารถดูแลรักษาได้
- สถานีอนามัยยังขาดความมั่นใจเรื่องงบประมาณกองทุน มีการรักษาฟรีแต่ไม่มีครอบคลุมกรณีส่งต่อผู้ป่วย
ประเด็นที่ 5 กลุ่มเป้าหมายที่ตกหล่น
จากการสำรวจเรื่องสัญชาติกลุ่มเลข 7 ตกหล่นเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เข้าไม่ถึงสิทธิด้านการบริการสาธารณสุข และกลุ่มหัว 0 เฉพาะเด็กในสังกัดมูลนิธิพันธกิจเด็กและชุมชนอำเภอแม่สายมีเป็นจำนวนมากที่ไม่สามารถขึ้นทะเบียน เพราะหากเป็นกลุ่มหัว 0 ที่เคยสำรวจโดยชุมชน ผู้นำชุมชน จะไม่ถูกผลักให้เข้าไปอยู่ในระบบ ฉะนั้น จะต้องเป็นกลุ่มหัว 0 ที่ผ่านการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น ส่วนกลุ่มเด็กในโรงเรียน กศน.ก็เข้าไม่ได้อยู่กองทุนเช่นกัน
ประเด็นที่ 6 ข้อเสนอต่อกองทุนฯ
- กองทุนฯควรจะมีเวทีรับฟังความคิดเห็นทุกปี เพื่อร่วมพัฒนาระบบบริการ เพราะสุขภาพเป็นเรื่องของทุกคนไม่ใช่ของผู้ให้บริการฝ่ายเดียว พยายามสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน อาทิภาครัฐ เอกชน ประชาชน รัฐวิสาหกิจ ฯลฯ
- มุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์ข้อมูลกองทุนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เช่นผ่านสายด่วน 1330 ของระบบ สปสช. วิทยุชุมชน ภาคประชาชน สื่อบุคคล ฯลฯ
- ควรการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม เช่นการเข้าไปใช้งบกองทุนหมวดบริหารจัดการ 1% เพื่อสร้างความเข้าใจกับกลุ่มเป้าหมาย สนับสนุนการดำเนินงานประชาสัมพันธ์ข้อมูล
- ควรออกแบบงบบริหารจัดการของหน่วยบริการ หมวดงานประชาสัมพันธ์ อาจจะกระจายงบประมาณจากระดับโรงพยาบาลไปที่สถานีอนามัยเพื่อทำงานประชาสัมพันธ์ข้อมูล
- บัตรสุขภาพที่ออกให้ ควรใช้ได้กับทุกหน่วยบริการ/ทุกพื้นที่
- ควรมีการจัดทำทะเบียนข้อมูล โดยการขึ้นทะเบียนสำหรับบุคคลในพื้นที่ทุกคนแม้ไม่ได้อยู่ในกองทุนฯ ทั้งนี้นำไปสู่การขับเคลื่อนในอนาคตต่อไป
- มาตรฐานในการรักษาต้องอยู่ในเกณฑ์เดียวกันเหมือนระบบ UC
- ควรนำงบประมาณจากกองทุนฯมาช่วยเหลือกลุ่มผู้พิการ เพื่อลดภาระของผู้รับบริการและโรงพยาบาล
- การเยียวยารักษาต้องมาก่อนงบประมาณ เพราะโดยหลักการแล้ว เป็นระบบตามจ่ายอยู่แล้ว ต้องลดระบบที่ไม่เอื้อต่อการให้บริการ
- ระบบบริการด้านสุขภาพ ควรแยกออกจากหลักความมั่งคง (สาธารณสุขกับมหาดไทย) เช่น การตามจับผู้ติดยาเสพติดในสถานบำบัด เป็นต้น
- ควรพัฒนาระบบให้สามารถใช้บริการได้ทุกพื้นที่ โดยใช้วิธีการตามจ่าย โดยการสร้างข้อตกลงระหว่างหน่วยบริการภายในจังหวัด เช่น ข้อตกลงการตามจ่ายระหว่างหน่วยบริการปฐมภูมิกับทุติยภูมิ และพัฒนาให้เกิดเป็นนโยบายที่ยั่งยืน ใช้ได้ทั่วประเทศ
- ควรมีคณะทำงานเพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนงานในระดับนโยบาย โดยมีสัดส่วนจากทุกภาคส่วน ประกอบด้วยผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับจากเบื้องบนเป็นอย่างดี
- ควรจะมีการผลิตล่ามชุมชนเหมือนอย่างที่เครือข่ายสุขภาพชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง(คชส.)กำลังดำเนินการ แต่จำนวนล่ามชุมชนมีน้อยไป ควรขยายให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ที่กลุ่มชาติพันธุ์อาศัยอยู่ เพื่อสามารถเข้าถึงการบริการสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ควรจะมีการสร้างล่ามชุมชนสำหรับงานสาธารณสุขกับงานสถานะและสัญชาติ (ล่ามอยู่ในโรงพยาบาลกับที่ว่าการอำเภอ)
- ควรมีงบประมาณจากส่วนกลาง เพื่อสนับสนุนการทำงานของล่ามชุมชน/กลุ่มคนทำงาน/พัฒนาศักยภาพ/เพิ่มบุคลากรอย่างต่อเนื่อง
- ควรกำหนดยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนงานร่วมกัน เรื่องทิศทางในการดำเนินงานกองทุนสำหรับปีหน้า 2554
- สำหรับกลุ่มบุคคลที่ไม่มีสิทธิใดใด ควรจะใช้วิธีการร่วมจ่าย (ข้อเสนอของฝ่ายผู้ให้บริการ)
- ควรมีศูนย์ประสานงานฯ ภาคประชาชนเหมือนใน สปสช.เพื่อเผยแพร่และสร้างความเข้าใจเรื่องกองทุน คอยให้คำปรึกษาและคอยติดตามการพัฒนาระบบบริการในระดับพื้นที่
- หากแยกเรื่องสุขภาพกับความมั่นคงไม่ได้ ดังนั้นควรนิยามใหม่ กล่าวคือ การกำหนดความมั่งคงของชาติโดยการสร้างสุขภาพที่ดี ไม่เจ็บป่วย จะช่วยลดภาระงบประมาณในแต่ละปีได้อย่างมหาศาล ความปลอดภัยของสุขภาพและชีวิต คือความมั่งคงของชาติ
- ในการประชุมเรื่องกองทุนหรือประเด็นสุขภาพครั้งต่อไป ควรจะมีตัวแทนจากฝ่ายกรมการปกครองเข้าร่วมด้วย เพื่อร่วมกันออกแบบบูรนาการงานร่วมกัน สร้างความเข้าใจที่ตรงกันในมิติสุขภาพ
- ฝ่ายผู้ให้บริการ ควรทำหน้าที่โดยหลักจรรยาบรรณของแพทย์ ควรใช้วาจา และท่าทีที่ถนอมน้ำใจผู้รับบริการ เพราะนับว่าเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด เพราะหากผู้ป่วยได้รับการดูแลภาวะทางจิตใจที่ดี จะทำให้ภาวะเจ็บป่วยลดลงได้ ฯลฯ และพยายามลดการสร้างบรรทัดฐานคุณภาพบริการที่ไม่เอื้อต่อการเข้ารับบริการ โดยเฉพาะในกลุ่มชาติพันธุ์ ที่มองจากรูปลักษณ์ภายนอก
คุณศักดิ์ดา แสนมี่ ประธานกรรมการเครือข่ายสุขภาพชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง(คชส.)และกรรมการกองทุนการให้สิทธิ(ตามมติ ครม.) ได้ทบทวนการทำหน้าที่ของคณะกรรมการกองทุนฯ ในการประชุมกรรมการหลายครั้งที่ผ่านมา ส่วนใหญ่จะโน้มเอียงไปในด้านตัวเลขมากกว่าเรื่องอื่น เช่นสิทธิประโยชน์ ล่ามชุมชนฯ จนกระทั่งตัวเลขงบประมาณกองทุนเปลี่ยนไป งบถูกตัด เพราะเนื่องด้วยสถานการณ์ปัญหาทางการเมืองที่ไม่หยุดนิ่ง เอางบบางส่วนไปเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทางการเมือง และระบบบริหารจัดการต้องมีการยืดหยุ่นและลดความล่าช้า
แต่ในขณะนี้ งบประมาณกองทุนฯในส่วนงบบริหารจัดการ 1% ยังคงเหลืออยู่ ดังนั้น พวกเราในฐานะกลไกคนทำงานระดับพื้นที่ สามารถที่จะสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมโดยการเข้าไปดึงงบประมาณมาใช้ เพื่อสร้างความเข้าใจกับกลุ่มเป้าหมายของกองทุนฯ สนับสนุนการดำเนินงาน เช่น การประชาสัมพันธ์ข้อมูล การติดตามการพัฒนาระบบบริการและการขึ้นทะเบียน เป็นต้น
วันศุกร์ที่ 8 ตุลาคม 2553
วาระที่ ๔ ร่วมประเมินทิศทาง/แนวโน้มของกองทุนฯปี 2554 โดยแบ่งกลุ่มย่อย 3 กลุ่ม
คือกลุ่มงานระดับนโยบาย,ระดับพื้นที่,และงานสื่อสารสาธารณะ
โดยคุณอดิศร เกิดมงคล
โจทย์กลุ่มย่อย
1.สถานการณ์/การเข้าถึงข้อมูล
2.ข้อเสนอ
3.ยุทธศาสตร์ในการทำงาน
๏ การนำเสนอกลุ่มย่อย
1.คณะทำงานในระดับพื้นที่ (ส่วนมากเป็นล่ามชุมชน และภาคประชาชน)
ผู้ดำเนินรายการโดย สสจ.เชียงราย
- ข้อจำกัดเรื่องระยะทางในการทำงานของล่ามชุมชนไกล มีค่าใช้จ่ายทุกครั้ง
- ปัญหาเรื่องการสื่อสารที่ไม่ตรงกันระหว่างหมอกับผู้ป่วย การใช้วาจาของหมอ การบริการล่าช้า
- กลุ่มล่ามชุมชนยังขาดความมั่นใจในการทำงาน
(ข้อเสนอ)
- ควรพัฒนาศักยภาพให้แก่ล่ามชุมชน เสริมชุดความรู้ด้านกฎหมายสถานะควบคู่กับงานสุขภาพอย่างต่อเนื่อง
- ควรสร้างข้อตกลงระหว่างล่ามชุมชนกับหน่วยบริการในพื้นที่ เพื่อความสะดวกในการทำในการทำงาน
- ควรสร้างกลไกคนทำงานร่วมกัน สร้างเครือข่าย/ภาคี/กลุ่มคนทำงาน/และแกนนำ เพื่อทำงานร่วมกัน
- เสนอให้มีล่ามชุมชนเพิ่มมากขึ้น คลอบคลุมพื้นที่ สร้างรุ่นที่ 2,3,4,….
- ควรจัดระบบการขึ้นทะเบียน (สำหรับกลุ่มบุคคลที่ไม่มีเอกสารใดใด) การบริหารจัดการงบประมาณ การตามจ่าย การบริการ การแยกเรื่องสุขภาพกับความมั่นคง
- การแจ้งกับชาวบ้านว่า กองทุนครอบคลุมเฉพาะกลุ่มบุคคลที่เคยได้รับบัตรทองเดิมมาก่อน เพื่อป้องกันการเข้าใจผิด
- เพิ่มการขึ้นทะเบียนสำหรับคนที่ได้บัตรใหม่
- ควรจัดระบบส่งต่อภายในจังหวัดและระหว่างจังหวัด
๏ ชี้แจงการทำงานของ สสจ.เชียงราย(เพิ่ม)
1.การขึ้นทะเบียนกลุ่มหัว 0,6,7 มีการตรวจสอบฐานข้อมูลเดิมตามระบบ สปสช.ก่อน สำหรับบุคคลที่ไม่มีเอกสารใดใด สสจ.ขึ้นทะเบียนเก็บไว้ก่อน เพื่อเป็นฐานข้อมูลต่อไป
2.ระบบการบริหารจัดการงบประมาณ ต้องเป็นไปตามรูปแบบข้อตกลงกันเฉพาะพื้นที่/หน่วยบริการแต่จังหวัด (มีการใช้ระบบของทางราชการ)
การพิจารณาคืนสิทธิ์ตามลักษณะการเข้ามาอาศัยอยู่ในผืนแผ่นดินไทย บางคนเข้ามานานแล้ว กระทั่งกระทรวงมหาดไทย อนุมัติพิจารณาให้อยู่อาศัยทั้งในลักษณะชั่วคราวและถาวร และเคยมีสิทธิบัตรสุขภาพมาก่อน
- ข้อจัดกัดด้านข้อมูลที่ไม่ชัดเจน (ตัวเลขกลุ่มเป้าหมาย)
- ประเด็นฝาก : สำหรับการประชุมครั้งต่อไปควรเชิญตัวแทนจากสำนักยุทธศาสตร์และนโยบาย,สปสช.,งานประกันสุขภาพระดับจังหวัด ,รพ.ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย(รพ.ชายแดน) เข้าร่วมประชุมด้วย
2.กลุ่มสื่อสารสาธารณะ มีภาคประชาสังคม คนทำงานด้านสื่อ ภาคีเครือข่าย คพรส.
โดยทีม สยชช.จังหวัดแม่ฮ่องสอน
การปฏิรูปสื่อ จะต้องเป็นสื่อที่มุ่งปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางสังคม มีการสร้างทัศนที่ดีต่อสื่อ และควรออกแบบสื่อไปในแนวทางเดียวกันกับสื่อภาพใหญ่ของประเทศ เพื่อสามารถสอดประสานงานกันได้
ประการแรก ต้องทบทวนสื่อกระแสหลักของประเทศว่า คิดอย่างไรกับประเด็นงานด้านสุขภาพ ต้องรู้เขารู้เรา สร้างการมีส่วนร่วมระหว่างประชาชนกับหน่วยสาธารณสุข
การเข้าถึงสื่อ
- ขาดการเข้าถึงสื่อข้อมูลที่มีคุณภาพ เพราะการใช้ช่องทางสื่อค่อนข้างน้อยมาก
- ขาดแผนงานรองรับที่ชัดเจน ขาดภาคีร่วมทำงาน ทำให้ดำเนินงานแผนไม่ได้
แผนงาน 6 เดือน
-มีทีมประเมินระดับพื้นที่ เพื่อระดมความเห็นผู้ให้บริการและผู้รับบริการ ดูสื่อชนิดไหนที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และควรมีความหลากหลายของสื่อที่ดูบริบท พฤติกรรม อายุ เพศ วัย กลุ่มชาติพันธุ์
- ในระยะเวลาสั้นๆ สิ่งที่สามารถทำได้เลย คือ สปอร์ทวิทยุ คลิปภาพ/เสียงสื่อสารเรื่องกองทุนฯ พัฒนาภาคีการมีส่วนร่วมกับคนทำงานด้านสาธารณสุข ปฏิบัติงานสื่อสารด้านกองทุนไปพร้อมๆกับงานประจำที่กำลังทำอยู่
- เรียนเชิญนักวิชาการด้านสื่อจัดอบรมเสริมศักยภาพในการประกาศข่าว โดยอาจจะเชื่อมประสานกับวิทยาลัยพายัพ แม่โจ้ ช่วยเป็นวิทยากรสร้างความรู้ และทักษะ
- ในการสื่อสารภายใน จะต้องมีทีมงานที่ดี กระจายข้อมูลให้กันและกัน พยายามสร้างระบบการรับรู้ข้อมูลที่เท่าทันกัน
- การบูรนาการงานกับหน่วยปกครอง เช่น ที่ว่าการอำเภอเรื่องข้อมูลสุขภาพการสำรวจข้อมูล ขอความร่วมมือ ขณะที่ต้องเก็บรายละเอียดข้อมูลประชากร
- ควรออกแบบผลิตสมุดบันทึก Diary โดยแทรกเนื้อหาเรื่องกองทุนฯหรือจัดทำเป็นปฏิทินฉบับหน้าหลังใช้
-ได้ 2 ปี จะช่วยในการประชาสัมพันธ์ข้อมูลถึงได้นาน 2 ปีด้วยกัน
ความยั่งยืน
-ระบบ
-อำนาจ ดูทำเนียมสื่อ การค่อยๆปรับพฤติกรรมไม่ใช่เปลี่ยนกระทันหัน
-ภาคีเครือข่าย
-เป็นศูนย์ข่าวให้กับภาคีเครือข่าย ต้องมีทั้งการเชื่อมและการขยายเช่น มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ,มหาวิทยาลัยพายัพ
ข้อเสนอสื่อ
- ควรเสนอขอทำเรื่องสื่อจากงบประมาณจากกองทุนฯในส่วนของบริหารจัดการ 1%(ส่วนกลาง)
-หรือของบประมาณจากกระทรวงวัฒนธรรมก็ได้
-การทำสปอร์ท นสพ. มีระบบออนไลน์
-ทำทำเนียบ การส่งอีเมล์เพื่อส่งข้อมูลใหม่ๆ
-ของบประมาณ
ประเด็นฝาก คชส.
- ควรการบรรจุวาระเรื่องสื่อในการประชุมทุกครั้ง
- ควรการสนับสนุนรางวัลสำหรับผู้ประกาศข่าวดีเด่น สป๊อตยอดเยี่ยม
3.คณะทำงานระดับนโยบาย มีผู้แทน สปสช. กรรมการกองทุนในส่วนของชาติพันธุ์ หมอโรงพยาบาล ภาคประชาสังคม
- สถานการณ์ขับเคลื่อนกองทุน นับถอยหลังใช้เวลานานถึง 5 ปี
- แนวทาง ระเบียบในการปฏิบัติงานไม่ชัดเจน ทำให้ทำงานล่าช้า
- สำนักงบประมาณตัดค่าหัวลดลงจาก2,067 บาทเป็น 1521บาท
- คณะกรรมการกองทุนฯมีสัดส่วนของกลุ่มชาติพันธุ์น้อย
- การบริหารจัดการ โดยจำแนกตามประเภท
- ในระดับนโยบายอนุมัติให้ใช้ระบบของ UC แต่ในทางปฏิบัติ ไม่สามารถใช้ได้จริง
- งบประมาณล่าช้า
- ตัวเลขกลุ่มเป้าหมายไม่นิ่ง
(ข้อเสนอ)
- สิทธิประโยชน์ต้องเท่าเทียมกับ UC ทั้งในเรื่องงบประมาณ คณะกรรมการระดับชาติ เขต และจังหวัด
- ต้องมีระเบียบแนวทางการปฏิบัติงานที่ชัดเจน (คู่มือ)
- ควรมอบหมายให้ สปสช.รับดำเนินงานบริหารจัดการกองทุนฯ
- ต้องปรับปรุงให้มีคณะกรรมการกองทุนฯแช่นรื่องสัดส่วนชาติพันธุ์
- ควรจัดเวทีเพื่อเตรียมข้อมูล นำเสนอผลักดันในระดับนโยบายต่อไป
- ควรจะมีการออกแบบคู่มือเรื่องกองทุนเล่มใหม่โดยใช้ชื่อว่า “กองทุนคืนสิทธิ์”
(ฉบับเข้าใจง่าย)
- ในกรณีงบกองทุนหมวด 39 % ถ้าในระดับนโยบายยืนยันว่า ผู้ป่วยในสามารถใช้ได้ เพราะสิทธิเท่าเทียมกับบัตรทอง แต่ในระดับปฏิบัติไม่ชัดเจน ขาดความมั่นใจ ทำเกิดปัญหาเรื่องหลักการบริหารจัดการ การตั้งเบิก
- ควรมีกลไกติดตามและประเมินการทำงานในระดับปฏิบัติงานว่า สามารถทำงานได้จริงหรือไม่ อย่างไร พบปัญหาหรืออุปสรรคหรือไม่? โดยทีมกลไกประเมิน ควรมาจากการแต่งตั้งของสำนักยุทธศาสตร์และนโยบาย(สนย.)
- เรื่องกองทุนคืนสิทธิ์ฯ ควรใช้ระบบของ สปสช.โดยที่ไม่จำเป็นสร้างระบบใหม่ เพราะการพัฒนาระบบของ สปสช.ในระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา กำลังชี้วัดถึงการได้ผลในทางปฏิบัติ ประชาชนได้รับการเยียวยารักษาที่ดี
- ควรสร้างการมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง
- ข้อเสนอในระดับหน่วยบริการ การสร้างความชัดเจนเรื่องสิทธิและสถานะโดยตรวจสอบจากฐานข้อมูล หากมีสิทธิ์ก็ให้บริการ แต่ถ้าไม่ปรากฏสิทธิ์ก็ค้นหาช่องทางอื่นๆต่อไป
-ยื่นข้อเสนอให้ รมต.สธ.หรือช่องทางอื่นๆ เช่น พบนายกฯ /รัฐบาล
-จัดทำเวทีข้อเสนอ เตรียมข้อมูลตัวเลข ที่มาจากพื้นที่ ให้มั่นใจก่อนไปนำเสนอ
จัดทำแผนยุทธศาสตร์ สนับสนุน การติดตามการดำเนินการกองทุน (ขอจาก คพรส.)
-การใช้สิทธิของกลุ่มเป้าหมายให้ใช้บัตรประจำตัวแสดงสิทธิ(ไม่ใช้บัตรทอง)
วาระที่ ๕ การกำหนดยุทธศาสตร์และกิจกรรมในการขับเคลื่อนต่อไป
โดยคุณอดิศร เกิดมงคล ผู้จัดการโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานข้ามชาติฯ
1.ในระดับพื้นที่
- พัฒนาศักยภาพในเรื่องความรู้ทางด้านกฎหมาย/นโยบาย และสุขภาพให้กับล่ามชุมชน รวมไปถึงบทบาทหน้าที่ต่างๆที่เกี่ยวข้อง
- การทำความเข้าใจและข้อตกลงร่วมกันในการทำงานระหว่างล่ามชุมชน กับโรงพยาบาล โดยการใช้กลไกระดับอำเภอ/พื้นที่
- ให้มีกลไกในระดับจังหวัดเพื่อให้สอดคล้องและมีการตกลงร่วมกัน รวมไปถึงการใช้สิทธิกับการจัดการ อาจใช้เครือข่ายหมอชุมชน/กลไกที่มีอยู่แล้วในจังหวัดในการจัดการ
2.งานด้านสื่อ
- จัดทำทำเนียบสำหรับทำงานร่วมกันให้ชัดเจน
- สร้างกระแสผลักดันกับสื่อกระแสหลัก เช่น TPBS
- ผลิตสื่อเอง ทำสปอร์ตสั้นๆ เป็นภาษาของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์
- มีทีมประเมินสำรวจข้อมูลในพื้นที่ เป็นกลไกติดตามหนุนเสริม
- ดึงงบจากกองทุนฯ และงบกระทรวงวัฒนธรรมเพื่อใช้สนับสนุนการทำงาน
3.นโยบาย
1. จัดทำข้อเสนอแนะในเชิงนโยบาย และจัดทำข้อมูลเพื่อยื่นต่อรัฐมนตรีหรือช่องทางอื่นๆรวมถึงผ่านช่องทางกรรมการกองทุนฯ
2. จัดทำเวทีทำข้อเสนอเตรียมข้อมูล/ตัวเลขที่ชัดเจน ก่อนไปนำเสนอข้อเสนอ
3. จัดเวทีทำแผนยุทธศาสตร์สนับสนุนและติดตามการดำเนินการของกองทุนฯ
๏ ข้อเสนอเบื้องต้น
- ชุดสิทธิประโยชน์ต้องเท่าเทียมกับระบบ UC
- ต้องมีระเบียบแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจนใช้ได้จริง (คู่มือ,ระเบียบ,ประกาศ,คำสั่ง)
- ตั้งปรับปรุงคณะกรรมการกองทุนฯ
- การใช้สิทธิของกลุ่มเป้าหมาย เสนอให้สามารถใช้บัตรประจำตัวแทนได้เลย
๏ คณะทำงานจัดทำข้อเสนอ
- ผู้อำนวยการโรงพยาบาลปางมะผ้า
- เครือข่ายสุขภาพชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง(คชส.)
- ตัวแทนจาก ศสจ.
จัดทำข้อเสนอให้เสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน 2553
เข้าพบ รมต.วันจันทร์ที่ 2 ของเดือน รมต.เข้าประชุมที่ สปสช.
ทำข้อเสนอเบื้องต้นจากเวที เพื่อเสนอผ่านกรรมการระดับชาติ
ประสานหมอชายแดนเพื่อจัดทำข้อมูลข้อเสนอ โดยใช้เวทีสปสช.
(เบอร์อีเมล์กลาง hph.net@gmail.com)
ความคิดเห็น