เรื่องตลกที่อยากเล่า แต่....ขำยาก





วันนี้จะรักษาให้หายเลยดีกว่า









พรุ่งนี้จะไปหาหมอสักกำ











เป็นอย่างนี้มานานแล้วครับอาจารย์





เรื่องตลกที่อยากเล่า แต่....ขำยาก
เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่าวันนี้(17/02/2009) ในช่วงเช้าได้พาคนไข้ไปหาหมอที่ รพ. เทศบาล หลังจากที่พาไปขึ้นทะเบียนประวัติคนไข้แล้วชั่งน้ำหนัก วัดความดัน เสร็จขณะที่กำลังนั่งรอคิวอย่างยาวเหยียดเพื่อรอการเรียกชื่อตรวจนั้น ผมก็คิดได้ว่าจะต้องไปช่วยลูกที่ถูกลืมคนหนึ่งซึ่งมีนามว่าเด็กชาย ซีบะ แลน ขอเท้าความเดิมที่มาที่ไปหน่อยนะครับว่าเขาเป็นใครมาจากไหน? ผมได้เจอเขาและรู้จักเขาและได้ช่วยเขาเมื่อประมาณ3-4 ปีที่แล้วขณะที่ผมได้ไปติดตามเยี่ยมเยียนผู้ติดเชื้อฯในชุมชนแออัดศรีปิงเมือง เนื่องจากเขาก็เป็นเด็กผู้ที่ได้รับผลกระทบคนหนึ่งคือพ่อของเขาได้เสียชีวิตเนื่องจากเป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องนั่นเองแต่เขาและคนอื่นๆในครอบครัวทุกคนปลอดภัย ครับแถวๆชุมชนจะเรียกเขาว่าไอ้ไบ้ ไอ้โง่ หรือคนไม่เต็มบ้าง เขาเป็นเด็กที่น่าสงสารมากพูดได้ไม่กี่คำและเดินไม่ได้ จะอึใส่ ฉี่ใส่กางเกงตัวเอง วันๆจะอยู่แต่ในชุมชนโดยการคลานไป คลานมา ปัจจุบันไม่ได้ไปเรียนหนังสือ(แต่เขาไม่โง่อย่างที่ใครๆคิดนะจะบอกให้เราพูดเขาจะฟังออกหมด) ผมเคยช่วยเหลือโดยการรับ-ส่ง นำเขาไปเรียนที่โรงเรียนศรีสังวาลน์แม่โจ้ (โรงเรียนเด็กพิการ)ประมาณ 2 ปี แต่ได้หยุดให้การช่วยเหลือไปเนื่องจากมีองค์กรอื่นเข้ามาเทคโอเวอร์ทุกอย่างแล้วเขาก็มีสปอนเซอร์ด้วยโดยผ่านองค์กรนั้น หลังจากที่ถอนตัวออกมาไม่นานแม่เขามาบอกว่าช่วยด้วยตอนนี้ไม่มีใครช่วยเหลือเขาแล้ว ผมก็งงไปหมดจึงย้อนถามไปว่าแล้วทำไมเค้าไม่ช่วยต่อล่ะ? ก็ได้คำตอบจากแม่เด็กว่าไม่รู้เค้าคงไม่ได้ทำงานแล้วกระมั้ง? ผมก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนักแต่ได้แนะนำเขากลับไปว่าให้ติดต่อกับองค์กรที่กำลังให้ความช่วยเหลืออยู่แล้วกัน ระยะเวลาได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว “หนึ่งปีผ่านไป ไวเหมือนโกหก” ปรากฏว่า ซีบะ แลน และพี่ชายของเขาก็ไม่ได้เรียนแล้ว(พี่ชายแต่งงานแล้วตอนนี้อายุแค่ 14 ปีเอง) ครับบนความโหดร้ายของสังคมในปัจจุบันก็ยังคงมีความหวัง และความชื่นชมยินดีสำหรับเขาเช่นกัน คือเมื่อไม่นานมานี้ได้มีอาจารย์ฝรั่งได้ถือรูปถ่ายของเด็กชาย ซีบะ แลน แล้วมาถามผมว่าคุณรู้จักเด็กในรูปภาพนี้หรือไม่? ที่โบสถ์คริสตจักรลาหู่แบ๊บติสท์เชียงใหม่ซึ่งผมเองก็เป็นคณะกรรมการโบสถ์อยู่นั่นเอง ผมจึงได้แนะนำตัวว่าผมทำงานอยู่พันธกิจเอดส์ มูลนิธิสภาคริสตจักรในประเทศไทย ผมรู้จักเขาและครอบครัวของเขาเป็นอย่างดียิ่งกว่าคนอื่นๆเนื่องจากเป็นคนที่ได้ย้ายสำเนาทะเบียนบ้าน ย้ายสิทธิ์บัตรทองและได้หาโรงเรียนสำหรับเขาและพี่ชายให้ด้วย พร้อมทั้งเคยไปเดินเรื่องการขอสถานะบุคคลทางกฎหมายสำหรับเขาด้วย(ซีบะ) เด็กชายซีบะ แลน เป็นลูกคนเดียวที่ตกหล่นไม่มีชื่อในทะเบียนจากลูกทั้งหมด 5 คน (มีพี่ชาย 1 คนน้องฝาแฝดชาย 2 คนและน้องสุดท้องก็เป็นผู้ชาย) แต่ไม่ทันสำเร็จ เมื่อได้คุยกับอาจารย์ฝรั่งคนนั้น(โดยผ่านผู้ปกครองเป็นล่าม)ก็จึงได้ทราบว่าเพื่อนของอาจารย์ฝรั่งนั้นเองที่เคยเป็นสปอนเซอร์ให้ จึงได้คุยกันเพื่อติดตามและให้การช่วยเหลือต่อไป โดยได้ขอให้ผมเป็นผู้ติดตามว่าเด็กอยู่ไหน? ทำอะไรอยู่?ความจำเป็นเร่งด่วนมีอะไรบ้างสำหรับเขา? จึงได้ไปติดตามที่ชุมชนปรากฏว่าตอนนี้เด็กมีแผลอักเสบที่ใต้ฝ่าเท้าลึกประมาณหนึ่งเซนติเมตรกว่าๆทั้งสองข้าง จึงได้ถ่ายรูปแล้วรายงานไปให้กับผู้ปกครองคริสตจักร จากนั้นจึงได้นัดกันไปดูที่ชุมชนศรีปิงเมืองทั้งอาจารย์ฝรั่ง ผู้ปกครองคริสตจักรและผม จึงได้ตกลงกันว่าเราจะร่วมด้วยช่วยกันสำหรับเด็กชายซีบะ แลน อีกครั้ง โดยทางอาจารย์ฝรั่งจะช่วยหางบประมาณต่างๆ โดยผ่านบัญชีคริสตจักรลาหู่แบ๊บติสท์เชียงใหม่ ทั้งค่ารักษาที่ใต้ฝ่าเท้า ค่าผ่าตัดเข่า และข้อเท้าเพื่อให้เขาเดินได้ หาที่อยู่ถาวรสำหรับเรียนหนังสือ กายภาพบำบัด และเดินเรื่องสถานะบุคคลเพื่อไม่ให้เขาเป็นเด็กเถื่อนต่อไป โดยผมเป็นตัวแทนของพันธกิจเอดส์ฯจะช่วยวิ่งเรื่องต่างๆ
ครับมาเข้าเรื่องกันดีกว่าหลังจากที่คิดขึ้นมาได้ก็ได้ไปถามเจ้าหน้าที่พยาบาลดูว่าหากกลับไปรับเด็กมาตรวจ มาทำแผล และฉีดยาบาดทะยัก มันจะทันไหม? ทางเจ้าหน้าที่ก็บอกว่าลองเอามาดู จึงได้ไปรับเด็กที่ชุมชนทันที แต่เมื่อมาถึงเวลาใกล้จะเที่ยงแล้วจึงไม่ทัน ขณะเดียวกันคนไข้ที่ไปตรวจก็เสร็จพอดีแต่หมอบอกว่ามาคราวหน้าให้เอาประวัติการรักษาจากโรงพยาบาลเดิมมาด้วยซึ่งก็คือโรงพยาบาลเซ็นทรัล เมมโมเรียล นั่นเองจึงได้ไปที่โรงพยาบาลเซ็นทรัลฯต่อเพื่อไปขอประวัติการรักษา เพื่อจะไปยื่นต่อหมอโรงพยาบาลเทศบาล เนื่องจากว่าพรุ่งนี้(ทุกวันพฤหัสบดี) จะมีคลินิกพิเศษเฉพาะทางที่แขวงเม็งราย พอไปถึงโรงพยาบาลเซ็นทรัลฯทางเจ้าหน้าที่ก็บอกว่ารอแป๊บหนึ่งนะ หมอกำลังไปทานข้าว คนไข้ก็นั่งรอ ผมและแม่ของเด็กชายซีบะ แลน ก็ได้อุ้มเขาออกจากรถยนต์ออกมาเพื่อไปทำแผลและฉีดยาด้วยทางเจ้าหน้าที่ก็บอกว่าให้ไปรอที่เตียงผู้ป่วยห้องฉุกเฉิน ปรากฏว่าเราต้องรอประมาณ 1 ชั่วโมง เมื่อถึงเวลาบ่ายโมงกว่าๆ ทางเจ้าหน้าที่ก็บอกว่าให้ไปติดต่อที่ขอประวัติที่ห้องธุรการชั้นสองของอาคาร ผมจึงได้ปล่อยให้แม่และเด็กชายซีบะ แลน รอที่ห้องฉุกเฉินเพื่อทำแผลและฉีดยา จากนั้นได้พาคนไข้ขึ้นไปขอประวัติที่ชั้นสอง ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ทางเจ้าหน้าที่ก็ถามว่าเซ็นต์ได้ไหม? เราบอกว่าคนไข้เขียนไม่เป็นจึงใช้วิธีปั๊มหัวแม่มือ เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าเรียบร้อยแล้วนะพรุ่งนี้ค่อยมาเอาหลัง 08.30 น. จึงได้พากันลงมาที่ชั้นหนึ่ง แล้วผมได้เข้าไปหาแม่ลูก ทางเจ้าหน้าที่พยาบาลก็บอกว่าหมอได้ตรวจแล้วนะ และจะให้ฉีดยากันบาดทะยัก 3 เข็ม เราก็ตอบว่าตกลงแต่ขอฉีดที่นี่แค่หนึ่งเข็มเนื่องจากว่าพรุ่งนี้จะพาเด็กชายซีบะ แลนไปตรวจขา และเข่าที่มหาราช ทางพยาบาลก็บอกว่าไม่ได้ฉีดต่อเนื่องวันพรุ่งนี้นะคือให้ฉีดอีกเข็มต่อไปในเดือนหน้า และฉีดอีกเข็มในอีกสามเดือนข้างหน้า จึงได้ไปเดินเรื่องบิลต่างๆซึ่งก็ใช้เวลาประมาณเกือบๆชั่วโมงเหมือนกัน หลังจากนั้นก็ได้ช่วยกันอุ้มขึ้นรถยนต์ที่จอดอยู่ข้างๆโรงพยาบาลโดยนางพยาบาลก็มาส่งด้วยเพราะเขาบอกว่าสงสารเด็ก พวกเราก็ดีใจกันทั้ง 3-4 คนเพราะคิดว่าเสร็จธุระกันแล้ว แต่ผมมาตกม้าตายตอนจบนี่แหละครับคือหลังจากที่พวกเรามานั่งในรถยนต์และสตาร์ทเครื่องกำลังจะกลับบ้านกันขณะที่กำลังเปิดแอร์รอความเย็นก็ได้บอก แนะนำให้คนไข้ก่อนว่าพรุ่งนี้ถ้าผมไม่สามารถมาได้ก็ให้มาเองและแนะนำให้ไปช่องนั้นช่องนี้ เสร็จก็ได้แนะนำให้กับแม่ของเด็กชายซีบะ แลน ต่อสำหรับแผนการในวันพรุ่งนี้เรื่องที่จะพาไปโรงพยาบาลมหาราช ว่าพรุ่งนี้ให้ลูกชายคนโตช่วยไปเป็นคู่ด้วยเนื่องจากไม่มีใครอยู่เป็นคู่หลังจากพาเขาแล้วขณะเอารถยนต์ไปจอด และได้อธิบายตามที่หมอแนะนำกับแม่ว่าหมอจะฉีดยากันบาดทะยัก 3 เข็มนะ แล้วจะคุ้มกันไปได้เป็นสิบๆปี วันนี้ฉีดไปแล้วหนึ่งเข็ม แล้วจะเดือนหน้าอีก 1 เข็ม แล้วจากนั้นอีก 3 เดือนค่อยมาฉีดอีกเข็มแต่ต้องล้างแผลทุกวันนะ จึงถามกลับไปว่าเข้าใจไหม? เขาก็ตอบว่าเข้าใจแล้วถามกลับมาว่าเอ....หมอบอกให้ล้างแผลทุกวันแต่ไม่เห็นได้ยาเลย อาจารย์? จึงตอบกลับไปว่าหมอให้ไปล้างที่โรงพยาบาลหรืออนามัยที่ใกล้บ้าน เราจึงออกรถกลับบ้านกันขณะที่กำลังกลับเขาพูดขึ้นมาว่า อาจารย์ แล้ววันนี้เข้าใจว่าหมอยังไม่ได้ฉีดยาให้นะ จึงถามเด็กชายซีบะ แลน ดูด้วยว่าฉีดยาหรือยังเขาบอกว่ายัง โดยส่ายหัวให้ดู จึงวิ่งกลับมาถามนางพยาบาลว่าได้ฉีดยาให้กับน้องหรือยัง? เมื่อถามไปถามมาปรากฏว่ายังไม่ได้ฉีดนั่นเอง นี่แหละครับเรื่องตลกที่อยากเล่า....แต่.....ขำไม่ออก ไม่รู้จะโทษใคร......?สอนให้เราได้รู้ว่าความหวังดีต่อผู้อื่นเป็นสิ่งที่ดี ประเสริฐ แต่....ถ้าประมาท....ไม่รอบคอบ...ก็ย่อมเป็นบ่อเกิดแห่งความหายนะได้ด้วยเช่นกัน.....!!!!!!!!!!!! โปรดติดตามต่อไป


มิตร คลของพระเจ้า
18/02/2009

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

EXP.17 ปีพันธกิจสุขภาวะสภาคริสตจักรฯEP.1"ครอบครัวคริสเตียนกับสุขภาวะ(สุขภาพ)"

เที่ยวเมืองสิบสองปัันนา

สรุปผลการประชุมเวทีคืนสิทธิ