ผู้อภิบาลคือใคร?
ผู้อภิบาลคือใคร?
บทนำ ในปี ค.ศ. 1944 ชาวยิวที่อาศัยในเมือง Sighet ประเทศฮังการีถูกกวาดต้อนให้ไปอยู่ในค่ายกักกัน Elie Wiesel นักประพันธ์ชื่อดังคนหนึ่งก็เป็นคนหนึ่งที่ถูกกวาดต้อนไปด้วย ตัวเขารอดพ้นจากการเผาทำลายคนและเมืองนี้ หลังจากนั้นอีก 20 ปีเขาได้กลับมามาดูเมืองที่เขาเคยอาศัยอีกครั้งหนึ่ง สิ่งที่ทำให้เขาเจ็บปวดมากที่สุดในชีวิตคือ ไม่หลงเหลือความทรงจำเกี่ยวกับชาวยิวในความทรงจำของคนที่อาศัยอยู่ในเมือง Sighet เลย Elie Wiesel ได้เขียนไว้ว่า ผมไม่โกรธประชาชนที่อยู่ในเมือง Sighet ... ที่ได้ขจัดเพื่อนบ้านในอดีตออกจากพื้นที่แห่งความทรงจำของเขา หรือ ที่ได้ปฏิเสธการเคยมีอยู่ของพวกยิวในเมืองนั้น ถ้าผมจะโกรธก็เพราะว่า ที่เขาได้ลืม พวกยิวอย่างรวดเร็วสิ้นเชิงอะไรเช่นนั้น ... พวกยิวมิเพียงแต่ถูดกวาดต้อนขับไล่ออกจากเมืองนี้เท่านั้น แต่ถูกลบล้างออกจากกาลเวลาชีวิตของชาว Sighet ด้วย เรื่องราวข้างต้นนี้ได้โยงชี้ให้เราเห็นว่า การที่เราลืมความบาปผิดที่เรากระทำลงไปนั้น เป็นความบาปที่ยิ่งใหญ่กว่าการที่เราได้กระทำบาปนั้น ทำไมถึงกล่าวเช่นนั้น? ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่า สิ่งที่เราลืมไปแล้วไม่ง่ายที่จะได้รับการเยียวยารักษา และการกระทำความบาปที่ไม่ได้รับการเยียวยารักษาย่อมเป็นการง่ายเหลือเกินที่จะเป็นต้นเหตุของการกระทำบาปที่ยิ่งใหญ่รุนแรงกว่าเดิม ในหนังสือหลายเล่มของ Elie Wiesel ที่เกี่ยวกับการกวาดต้อนผู้คนให้เข้าไปอยู่ในค่ายกักกัน เขาไม่ได้เตือนให้ผู้อ่านระลึกถึงเมือง Auschwitz ซึ่งเป็นค่ายกักกันที่พวกนาซีได้สร้างขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง มีนักโทษที่ถูกกักกันในค่ายนี้ถึง 45,282 คน และก็ไม่ได้ให้เราคิดถึงเมือง Buchenwald ซึ่งเป็นค่ายกักกันอีกแห่งหนึ่งของนาซี ตั้งในภาคกลางของเยอรมนี ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมือง เขาไม่ได้พรรณนาเพื่อทำให้เกิดสำนึกความรู้สึกผิดถึงความเจ็บปวดทรมานที่ได้กระทำกับคนยิว แต่เขาได้เขียนถึงเรื่องนี้เพื่อให้เกิดการเยียวยารักษาบาดแผลที่เกิดจากการกระทำในเหตุการณ์นั้น และเป็นการป้องกันมิให้เกิดการกระทำที่เลวร้ายหายนะที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ เพราะโลกลืมเหตุการณ์ที่ Auschwitz จึงทำให้เกิดเหตุการณ์ที่ฮิโรชิม่า (Hiroshima)ใช่ไหม และถ้าโลกลืมเหตุการณ์ที่ฮิโรชิม่าย่อมมีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดการทำร้ายทำลายที่รุนแรงกว่านั้นในโลก การที่เราตัดขจัดความทรงจำอดีตออกไปเราทำให้อนาคตของเราง่อยเปลี้ยลง การขจัดการทรงจำถึงความชั่วร้ายในอดีตที่อยู่ข้างหลังเรา ก็เท่ากับเราได้ปลุกกระตุ้นความชั่วร้ายข้างหน้าเราให้ลุกขึ้นแผงฤทธิ์ อย่างที่เราเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “ผู้ใดที่ลืมอดีตของตน ความพินาศก็จะเกิดขึ้นซ้ำอีก” ด้วยความเข้าใจที่กล่าวข้างต้นได้นำไปถึงซึ่งความเข้าใจว่า คนรับใช้พระเจ้า หรือ ผู้อภิบาล คือผู้ที่มีบทบาทช่วยให้คนได้หวนระลึกถึงอดีตในชีวิตของแต่ละคน และนำคนๆนั้นเข้ารับการทรงเยียวยารักษา ด้วยการที่เราได้รับการรักษาบาดแผลชีวิตในอดีตนั้นนำสู่อนาคตแห่งโลกใหม่ ซึ่งคริสตจักรพึงให้ความสนใจสำคัญใน 3 ประเด็นด้วยกันคือ บาดแผลในชีวิตของผู้คน การเยียวยารักษาบาดแผลชีวิต และผู้ทำการเยียวยารักษา บาดแผลชีวิต Andre Malraux นักเขียนและนักการเมืองชาวฝรั่งเศส เคยกล่าวไว้ว่า “จะมีวันหนึ่งที่คนเราจะแยกความพิเศษแตกต่างทางบุคลิกภาพจากความสามารถในการระลึกได้ หรือ จากความสามารถในความทรงจำของแต่ละคน” เป็นข้อสังเกตที่สำคัญและน่าสนใจ ยิ่งเรามีอายุมากขึ้นเราก็จะมีเรื่องราวอยู่ในความทรงจำหลากหลายมากยิ่งขึ้น และสิ่งที่เราเก็บไว้ในชีวิตเราแม้ไม่ถึงกับทั้งหมด แต่ก็เป็นส่วนใหญ่ของความทรงจำของเราในเรื่องราวเหตุการณ์อดีต ความทรงจำของเรามีบทบาทสำคัญในการสำนึกรู้สึกถึงการมีชีวิตเป็นอยู่ของเรา ความเจ็บปวดและความชื่นชมยินดีในชีวิตของเรา ความรู้สึกโศกเศร้าหรือความรู้สึกที่พึงพอใจของเรา ความรู้สึกเหล่านี้มิได้ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับการทรงจำของเราต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประเด็นหลักที่สำคัญ เหตุการณ์นั้นที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราอาจจะมีความสำคัญน้อยกว่าภาพรวมแห่งการทรงจำที่มีต่อเรื่องนั้นๆ ต่างคนต่างมีความทรงจำในเหตุการณ์เดียวกันที่แตกต่างกันออกไป เช่นในการเจ็บป่วย อุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ความสำเร็จในชีวิต ความประหลาดอัศจรรย์ใจในเหตุการณ์เดียวกัน ซึ่งแต่ละคนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นจดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนแตกต่างจากคนอื่นๆที่อยู่ในเหตุการณ์เดียวกัน และความรู้สึกของตนแต่ละคนต่อเหตุการณ์ดังกล่าวย่อมเป็นผลกระตุ้นจากความทรงจำในเหตุการณ์อย่างไรของคนๆนั้นมากกว่าตัวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นั่นหมายความว่า ความสำคัญแตกต่างที่เกิดขึ้นกับแต่ละคนขึ้นอยู่กับคนๆนั้นจะนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวางไว้ในระดับความสำคัญแค่ไหนในชีวิตของตน ดังนั้น จึงไม่แปลกใจว่า อารมณ์ความรู้สึกของคนเรานั้นเกี่ยวข้องสัมพันธ์ใกล้ชิดกับความทรงจำของเราแต่ละคน ความรู้สึกเศร้าเสียใจเป็นความทรงจำที่เจ็บปวด ความรู้สึกผิดเป็นความทรงจำจากการที่ถูกกล่าวหา ความรู้สึกปีติชื่นชมเป็นความทรงจำที่ยินดีปรีดา ความรู้สึกเหล่านี้ของเราได้รับอิทธิพลอย่างลึกซึ้งจากการที่เราเอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตวางลงในวิถีชีวิตของเรา แท้จริงแล้วเรารับรู้เรื่องราวและเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นด้วยผลของการทรงจำของเรา ความทรงจำของเราช่วยเราเห็นและเข้าใจสิ่งใหม่ เหตุการณ์ที่เกิดใหม่ แล้วจัดกำหนดคุณค่าและความหมายบนพื้นฐาน ประสบการณ์อันหลากหลายที่มาจากความทรงจำในอดีตชีวิตของเรา (ประสบการณ์ที่ได้รับจากเหตุการณ์หนึ่งเมื่อเกิดขึ้นกับใครแล้ว คนๆนั้นก็จะตีค่าให้ความหมายต่อประสบการณ์ในเหตุการณ์นั้นสำหรับตน และสิ่งนี้ถูก “จำ” จนกลายเป็นกรอบที่ใช้ตีค่าให้ความหมายต่อประสบการณ์ที่เกิดขึ้นทีหลัง และกรอบดังกล่าวก็จะปรับเปลี่ยนพัฒนาไปเรื่อยๆตามประสบการณ์ชีวิตของคนๆนั้น และเมื่อกรอบที่ใช้ตีค่าให้ความหมายอะไร สิ่งนั้นย่อมมีผลกระทบต่อการเกิดความรู้สึกขึ้นในคนๆนั้น และอาจจะมีผลหรืออิทธิพลต่อการตัดสินใจของคนๆนั้น ในประสบการณ์ที่เทียบเคียงกันได้) กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ความทรงจำของเรานั้นจะจำจากสิ่งที่เป็นประสบการณ์ชีวิตของคนๆนั้น สิ่งนี้มีประโยชน์ต่อผู้ที่ทำอาชีพเกี่ยวกับการช่วยคนอื่น หรือ ชีวิตของคนอื่น เช่น แพทย์ พยาบาล นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ คนที่ทำอาชีพเหล่านี้จะถามผู้มารับบริการเป็นคำถามแรกคือ รู้สึกอย่างไรบ้าง? ทำไมถึงมาหาหมอ? ทำไมถึงมาในวันนี้? คำถามเหล่านี้เป็นคำถามยิงตรงสู่ความทรงจำของผู้ที่มารับบริการ “ขอช่วยเล่าเรื่องของคุณหน่อยว่าทำไมถึงมาในวันนี้? อะไรที่ทำให้คุณมาที่นี่ในวันนี้? แน่นอนครับ ผู้มารับบริการเหล่านี้จะไม่เล่าเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเขา แต่จะเล่าความทรงจำต่อเรื่องราวเหล่านั้นที่ผ่านกรอบการตีค่าให้ความหมายจากความทรงจำของเขา คงไม่เป็นการพูดเกินจริงว่า ความทุกข์ยากลำบากของเราส่วนมากบ่อยครั้งเป็นเรื่องเกี่ยวกับความทุกข์เจ็บปวดในชีวิตจากความทรงจำ ทั้งนี้มีบาดแผลจากความทรงจำที่เรียกร้องให้มีการเยียวยารักษา ความรู้สึกที่แปลกแยก ความรู้สึกโดดเดี่ยวเดียวดาย ความรู้สึกที่ถูกกีดกันแยกออก ความรู้สึกที่วิตกกังวล ความรู้สึกกลัว ความรู้สึกที่สงสัย แล้วไปมีส่วนที่เกี่ยวโยงกับอาการทางประสาท นอนไม่หลับ กัดเล็บ แน่นอนว่า เหล่านี้ล้วนเป็นอาการที่เกิดจากความทรงจำ บาดแผลอันเนื่องจากความทรงจำเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะถูกฝังซ่อนลึกในชีวิตของเรา ยากยิ่งที่จะสืบตามไปจนพบเจอได้ ในขณะที่ความทรงจำในเชิงบวกจะมีผลสำแดงความรู้สึกดีดีในตัวเราออกมาในรูปแบบหลากหลายเช่น เมื่อได้รับรางวัล รับสิ่งที่สวยงาม ได้รับประกาศนียบัตร หินหรือเครื่องประดับ เครื่องประดับจากเครื่องดินเผา แหวน แต่ความทรงจำในเชิงลบที่เป็นความทรงจำที่เจ็บปวดไม่พึงประสงค์มีแนวโน้มที่จะถูกซุกซ่อนไว้ในมุมมืดแห่งความต้องการลืมของเรา และที่มันซ่อนตัวในมุมมืดแห่งการลืมนี้เองแท้จริงคือการหนีหลบซ่อนจากการรับการเยียวยารักษา และจะทำให้เกิด มหันตภัยที่ร้ายแรงต่อชีวิตในอนาคต การตอบสนองจากคนๆนั้นคือ พยายามที่จะลืมความทรงจำที่ไม่พึงปรารถนานั้น เมื่อเวลาใดที่เกิดความเจ็บปวดขึ้นในชีวิตของเรา เราจะตอบตัวเองทันที หรือคนอื่นที่ตกในความทรงจำเช่นเดียวกันนี้ว่า “ให้เราลืมสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ให้ถือว่าสิ่งนี้มิได้เกิดขึ้นก็แล้วกัน เราอย่าพูดถึงสิ่งเหล่านี้อีกเลย ให้เราคิดในสิ่งที่น่ารื่นรมมีความสุขดีกว่า” เราต้องการที่จะลืมความเจ็บปวดในอดีต เราต้องการที่จะลืมบาดแผลชีวิตที่เจ็บปวดชอกช้ำทั้งที่เป็นบาดแผลส่วนตัวในชีวิต หรือบาดแผลที่ได้รับร่วมกันในชีวิต หรือแม้แต่บาดแผลชีวิตในประเทศชาติของเรา เพื่อเราจะได้ดำเนินชีวิตต่อไปเหมือนกับว่าไม่มีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริงในชีวิตของเรา แต่การที่พยายามที่จะไม่จำบาดแผลที่เจ็บปวดชอกช้ำเหล่านี้ เท่ากับว่าเรากำลังอนุญาตให้ความทรงจำที่พยายามลืมเหล่านี้มีพลังอิสระในตัวของมันเอง การพยายามออกแรงที่จะทำให้การทำงานในชีวิตความเป็นมนุษย์ของเราต้องชะงักหมดแรง เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในชีวิตของเรา เรากลายเป็นคนแปลกหน้าต่อตนเอง ทั้งนี้เพราะเราตัดรากฐานชีวิตอดีตออกจากชีวิตปัจจุบันของเรา แล้วพยายามสร้างอาณาเขตความรู้สึกสบายสำหรับชีวิตของเรา และพยายามทำตาม “ฝันกลางวัน” ของตนเอง การลืมอดีตเป็นเหมือนการทำให้ครูที่สนิทกลายเป็นผู้ที่ต่อต้านเรา การที่เราปฏิเสธการเผชิญหน้ากับความทรงจำที่ชอกช้ำเจ็บปวดของเรา เราได้สูญเสียโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงจิตใจของเรา และเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ในการยอมรับและในการกลับใจใหม่ของเรา พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “คนแข็งแรงไม่ต้องการหมอ แต่คนเจ็บป่วยต้องการ เราไม่ได้มาเพื่อเรียกคนชอบธรรม แต่มาเรียกคนบาป” (มาระโก 2:17 TBS02b) พระองค์ทรงยืนยันว่า คนที่ยอมเผชิญหน้ากับบาดแผลความชอกช้ำเจ็บปวดในชีวิตเท่านั้นที่จะได้รับการเยียวยารักษา และนำสู่เส้นทางการดำเนินชีวิตใหม่ การเยียวยารักษา แล้วเราจะเยียวยารักษาบาดแผลชีวิตในความทรงจำของเราได้อย่างไร? ก้าวแรกและก้าวสำคัญในการเยียวยารักษาบาดแผลชีวิตเหล่านั้นคือ การเปิดเผยยอมรับความมีอยู่จริงของบาดแผลแห่งความทรงจำในชีวิตของเรา โดยการเปิดทางให้บาดแผลแห่งความทรงจำเหล่านั้นออกจากมุมมืดแห่งการพยายามกลบเกลื่อนให้ลืม และจดจำได้ว่าบาดแผลเหล่านั้นเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของเรา อะไรที่เราลืมไปแล้วสิ่งนั้นย่อมไม่ได้มีอยู่จริง และสิ่งใดที่ไม่มีอยู่จริงย่อมไม่สามารถรับการเยียวยารักษา Max Scheler ได้แสดงให้เราเห็นว่า ความทรงจำสามารถปลดปล่อยเราให้หลุดรอดออกจากอำนาจแห่งการตัดสินใจอันเกิดจากการพยายามลืมเหตุการณ์ที่เจ็บปวดชอกช้ำ เขากล่าวว่า “ความทรงจำ คือจุดเริ่มต้นของเสรีภาพจากอำนาจแห่งการทรงจำที่หลบซ่อนอยู่ หรือ การที่ทำให้ความทรงจำที่หลบซ่อนอยู่ได้ปรากฏตัว ถ้าคนรับใช้ของพระเจ้า หรือ ผู้อภิบาลเป็นผู้ช่วยให้ความทรงจำกลับคืนมา ภารกิจประการแรกคือ การที่ทำให้มีพื้นที่ชีวิตที่บาดแผลแห่งความทรงจำในอดีตสามารถที่จะนำกลับมาปรากฏโดยไม่ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของความกลัว พื้นดินที่แข็งกระด้างที่มิได้รับการพรวน น้ำฝนที่ตกลงมาก็ยากที่จะซึมซับเข้าไปในเนื้อดิน ยากที่น้ำฝนจะลงไปถึงเมล็ดพืชในดิน และเมื่อใบอ่อนไม่สามารถงอกผลิใบรับแสงแดด มันก็ไม่สามารถสร้างอาหารที่บำรุงเลี้ยงต้นอ่อนที่ยังอยู่ใต้ดิน เช่นกัน ถ้าความทรงจำของเรายังถูกครอบงำทับถมด้วยความกลัว ความวิตกกังวล หรือยังคลางแคลงสงสัยในพระวจนะของพระเจ้า แน่นอนว่าชีวิตไม่สามารถเกิดผล ผู้อภิบาลในฐานะผู้เอื้ออำนวยให้ความทรงจำกลับคืนมา ต้องมีความเข้าใจที่ลุ่มลึกซับซ้อนของชีวิตคนและพฤติกรรมของคนที่ต้องการให้ความทรงจำกลับคืนมา เป็นความเข้าใจที่รู้ลึกถึงกระบวนการพลังของจิตใจที่ความทรงจำอันเจ็บปวดชอกช้ำถูกปฏิเสธ และสิ่งที่พบในปัจจุบันนี้คือ “การยอมรับ” เป็นองค์ประกอบหลักสำคัญ ส่วนประเด็นอื่นเป็นเพียงองค์ประกอบที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องเท่านั้น งานที่สำคัญและยิ่งใหญ่จากการทรงเรียกให้เป็นผู้อภิบาลคือ บทบาทในการเชื่อมโยงระหว่างเรื่องชาวชีวิตของมนุษย์กับเรื่องราวของพระเจ้าองค์สูงสุดอย่างต่อเนื่อง ผู้อภิบาลได้รับมรดกเรื่องราวที่เราจะต้องบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้กับผู้ที่มีบาดแผลและเจ็บปวดชอกช้ำที่เราได้ยินได้ฟังได้รับรู้ในแต่ละวันว่า เราสามารถที่จะได้รับการปลดปล่อยให้ออกจากภาวะที่ถูกกีดกันแยกออก และเปิดเผยให้เห็นถึงการเข้าถึงสัมพันธภาพของพระเจ้าที่มีต่อเรา การเยียวยารักษาหมายถึงการที่เปิดเผยออกถึงบาดแผลเจ็บปวดชอกช้ำในชีวิตมนุษย์ที่ได้รับการเชื่อมโยงสัมพันธ์กับความทุกข์ของพระเจ้าเอง ดังนั้น การที่ดำเนินชีวิตที่มีความทรงจำในพระเยซูคริสต์ จึงหมายถึงการเชื่อมโยงระหว่างความทุกข์ยากชอกช้ำในชีวิตเล็กๆของเราเข้ากับชีวิตที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่มีต่อเรา ด้วยการยกเอาความเจ็บปวดชอกช้ำในความทรงจำของเราให้ออกจาก ความเป็นตัวกูของกู จากความเป็นตัวตนของตนเอง ออกจากซอกมุมชีวิตส่วนตัว เพื่อให้พระเยซูคริสต์ทรงเยียวยารักษาบาดแผลชีวิตแห่งความเจ็บปวดชอกช้ำของเรา พระเยซูคริสต์ทรงรับเอาความเจ็บปวดชอกช้ำในชีวิตของเรารวมกับความเจ็บปวดชอกช้ำในชีวิตของมนุษยชาติคนอื่นๆไว้บนพระองค์และทรงทำการปรับเปลี่ยนชีวิตที่เจ็บปวดชอกช้ำเหล่านั้น การเยียวยารักษาในขั้นแรกนั้นมิได้เป็นการนำความเจ็บปวดชอกช้ำออกจากชีวิตมนุษย์ แต่พระองค์ทรงเปิดเผยให้เราเห็นว่าความเจ็บปวดชอกช้ำที่เรากำลังรับอยู่เป็นส่วนหนึ่งในความเจ็บปวดชอกช้ำที่ใหญ่โตแห่งโลกนี้ ดังนั้น ความทุกข์โศกของเราก็เป็นส่วนหนึ่งในความทุกข์โศกที่ยิ่งใหญ่แห่งโลกนี้ เพื่อประสบการณ์ที่เราได้รับจะเป็นส่วนหนึ่งในประสบการณ์ใหญ่ที่พระองค์ได้รับ ดั่งที่พระคริสต์ตรัสว่า “26พระคริสต์จำเป็นต้องทนทุกข์อย่างนั้นแล้วจึงเข้าในพระสิริของพระองค์ไม่ใช่หรือ?” (ลูกา 24:26) ด้วยการเชื่อมโยงเรื่องราวของมนุษย์กับเรื่องราวของ ผู้รับใช้ที่ทนทุกข์ เป็นการช่วยให้เรื่องราวชีวิตของเราพ้นออกจากเส้นทางห่วงโซ่แห่งชีวิตที่ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม และเปิดโอกาสให้ชีวิตของเราได้เปลี่ยนจากสภาพการถูกครอบงำของสิ่งแวดล้อมในชีวิตทั้งที่เต็มใจหรือไม่ก็ตาม ไปสู่ชีวิตที่เปิดออกให้พระเจ้ากระทำพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตของเรา ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ ทุกเรื่องทุกแง่มุมของชีวิตไม่มีสิ่งใดที่อยู่นอกเหนือพระคุณและการพิพากษาของพระเจ้า แต่การที่คนใดคนหนึ่งซุกซ่อนบางส่วนในเรื่องราวชีวิตของตนไว้ในมุมมืดนั้น มิใช่การซ่อนเรื่องราวส่วนนั้นจากจิตสำนึกของตนเท่านั้น แต่เป็นการพยายามซ่อนเรื่องราวส่วนนั้นจากสายพระเนตรของพระเจ้าด้วย และคนนั้นได้ตั้งตนทำบทบาทของพระเจ้าในชีวิตของตน เขาพิพากษาชีวิตอดีตของตนเอง และจำกัดพระคุณของพระเจ้าสำหรับความกลัวของเขา ดังนั้น นอกจากเขามิได้เพียงแต่ตัดขาดความเชื่อมโยงจากความทุกข์ชอกช้ำในชีวิตของเขาเท่านั้น แต่เขาได้ตัดขาดตนเองจากความทุกข์ที่พระเจ้าทรงรับเพื่อเขาด้วย สิ่งที่ท้าทายในการทำพันธกิจการอภิบาลนี้คือ การหนุนช่วยประชาชนที่ตกอยู่ในสภาพชีวิตที่ทุกข์ร้อนในลักษณะต่างๆ ประชาชนที่เจ็บป่วย บางคนป่วยร้ายแรง บางคนสิ้นหวัง บางคนจมจ่อมอยู่ในความโศกเศร้า บ้างต้องทนทุกข์เวทนาในความยากจน หลายคนที่ถูกกดขี่ ถูกเอารัดเอาเปรียบ และอีกหลายๆคนที่ต้องทนทุกข์ยากเพราะตกอยู่ในกับดักของบริโภคนิยม ตกในกับดักของเงินนิยม หน้าที่ของผู้อภิบาลมีบทบาทที่จะช่วยผู้คนเหล่านี้ให้เห็นและมีประสบการณ์ว่า ชีวิตที่เขาต้องเผชิญอยู่นี้เป็นเรื่องราวหนึ่งในแผนการแห่งการทรงช่วยกู้ของพระเจ้าในโลกนี้ ความเข้าใจและประสบการณ์ชีวิตที่ลึกซึ้งนี้จะเยียวยารักษาบาดแผลชีวิตอย่างแน่นอน เพราะเป็นการรื้อฟื้นสัมพันธภาพที่ฉีกขาดให้กลับเชื่อมโยงสัมพันธ์กันใหม่ระหว่างโลกกับองค์พระผู้เป็นเจ้า ทำให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวกัน ของความทรงจำในอดีตที่มีแต่ความเลวร้ายและทำลาย ได้รับการยอมรับเข้าเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนเหตุการณ์แห่งการกอบกู้ของพระเจ้า ผู้เยียวยารักษา ผู้อภิบาล เป็นผู้ชวนให้หวนระลึกถึงความทรงจำที่มีชีวิตถึงพระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่ทรงกระทำในกระบวนเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์โลก เป็นผู้ที่ได้รับการทรงเรียกให้เข้ามามีส่วนร่วมในพระราชกิจแห่งการเยียวยารักษาบาดแผลในชีวิตมนุษย์ด้วยการมีหน้าที่รับผิดชอบ ในการช่วยประชาชนให้ระลึกความทรงจำถึงบาดแผลในชีวิตอดีต แล้วเชื่อมโยงความทรงจำแห่งบาดแผลในชีวิตของคนๆนั้นเข้ากับบาดแผลในชีวิตของมนุษยชาติ ที่ได้รับการทรงกอบกู้ด้วยการทรงทนทุกข์ของพระเจ้าในพระเยซูคริสต์ มุมมองเช่นนี้มีความหมายเช่นไรต่อชีวิตส่วนตัวของผู้อภิบาล? และมักจะถูกชักนำให้ถามคำถามว่า จะทำอย่างไร เช่น แล้วผมจะเป็นความทรงจำอันมีชีวิตของพระเจ้าได้อย่างไร แล้วผมจะยอมรับและเชื่อมโยงอย่างไร แล้วผมจะนำเอาเรื่องราวส่วนตัวของคนใดคนหนึ่งไปเชื่อมต่อกับเรื่องราวในกระบวนเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ได้อย่างไร? แต่มักลืมที่จะถามคำถามพื้นฐานที่สำคัญ เช่น “ผมเป็นใครในฐานะความทรงจำที่มีชีวิตของพระเจ้า?” คำถามหลักที่สำคัญมิใช่คำถามว่า ทำอะไร หรือ ทำอย่างไร แต่เป็นคำถามที่ว่าเราเป็นใคร เมื่อเรากล่าวถึงผู้อภิบาลในฐานะความทรงจำอันมีชีวิตอยู่ของพระเจ้า เรามิได้พูดถึงวิธีการเท็คนิกเฉพาะเจาะจงที่มีความสามารถในการใช้เครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งโดยเฉพาะ ด้วยทักษะ วิธีการ แต่เมื่อพูดถึงผู้อภิบาลเรากำลังพูดถึงการมีชีวิตที่อ้าแขวนออกยอมรับชีวิตทั้งชีวิตของผู้คน กล่าวคือเป็นผู้ที่อ้าแขนออกรับชีวิตทั้งการงานและการผ่อนพัก การกินและการดื่มของคนๆนั้น ทั้งการใคร่ครวญอธิษฐานและการละเล่น ทั้งการขับเคลื่อนและการรอคอย ก่อนที่จะไปถึงเรื่องทักษะความสามารถของผู้อภิบาล เราจำเป็นจะต้องมุ่งมองไปที่จิตวิญญาณ วิถีการดำรงชีวิตทางจิตวิญญาณในทุกเรื่องที่เราเป็นและในทุกเรื่องที่เราทำที่มีลักษณะถึงการหนุนเสริมให้ผู้คนระลึกถึงความทรงจำในชีวิตของเขาหรือไม่ แนวทางหนึ่งที่จะแสดงให้เห็นถึงที่กล่าวข้างต้น แทนที่จะกล่าวว่าผู้อภิบาลคือผู้ที่มีชีวิตที่หนุนเสริมให้ผู้คนระลึกถึงความทรงจำในองค์พระผู้เป็นเจ้า เราควรกล่าวว่าผู้อภิบาลมีชีวิตที่ดำเนินชีวิตอยู่ต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้าอย่าง อับราฮัม การดำเนินชีวิตอยู่ต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้าหมายถึง การที่เรามุ่งหน้าดำเนินชีวิตที่ความปรารถนาทั้งสิ้น ความคิดทั้งหมด และการกระทำทั้งหลายอยู่ภายใต้การทรงนำของพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง เมื่อเราดำเนินต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้า ทุกอย่างที่เราเห็น ทุกสิ่งที่เราได้ยิน ที่เราได้สัมผัส หรือที่เราได้ลิ้มรส ทุกสิ่งเหล่านี้ทำให้เราระลึกถึงพระองค์ และนี่ก็เป็นความหมายของชีวิตที่เปี่ยมล้นด้วยการอธิษฐาน ซึ่งเรามิได้หมายถึงชีวิตที่มีการอธิษฐานมากมายหลายๆครั้งในแต่ละวัน แต่หมายถึงทุกๆสิ่งในชีวิตไม่ว่าจะเป็นการพูด หรือ ความเข้าใจ ที่จำเป็นต้องพึ่งพิงในพระเจ้า ผู้ทรงเป็นเป้าประสงค์ดั้งเดิม หรือ เป็นแหล่งที่ให้เรามีชีวิตเป็นอยู่ Theophan ผู้สันโดษ เป็นพระออร์ธอดอกซ์ มีชีวิตในคริสต์ศตวรรษที่ 19 เคยกล่าวไว้ว่า ในทุกหน้าที่การงานที่เราทำ ควรกระทำด้วยความยำเกรงพระเจ้า ด้วยหัวใจที่เปิดรับความคิดของพระเจ้าอย่างมั่นคง และนี่คือประตูที่จิตวิญญาณจะผ่านเข้าชีวิตที่เกิดผล... สิ่งสำคัญยิ่งยวดคือการที่ระลึกถึงความทรงจำในพระเจ้า และที่จะดำเนินชีวิตอยู่ต่อหน้าพระพักตร์พระองค์ Theophan ผู้สันโดษ ได้ย้ำเตือนว่า ความนึกคิด จิตใจของเราควรมุ่งตรงไปที่องค์พระผู้เป็นเจ้า และเราควรจะเห็นและเข้าใจโลกในพระองค์และตามทางของพระองค์ และนี่คือสิ่งที่ท้าทายคริสเตียนโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ทำหน้าที่อภิบาล เป็นการท้าทายให้เราสามารถข้ามผ่านรากฐานความแปลกแยกในชีวิตของเรา และ ดำเนินชีวิตที่สัมพันธ์สนิทกับพระองค์ กลยุทธ์และเป้าหมายของอำนาจชั่วที่ครอบงำโลกนี้คือการทำให้ตัวเราฉีกขาดออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ตัดขาดออกจากการทรงจำถึงพระเจ้า เราจะพบการกระทำมากมายของเราที่ทำให้เกิดการแปลกแยกฉีกขาดได้ไม่ยากเลย ทำให้เราระลึกได้ว่านี่เป็นความไร้ระเบียบ เป็นความสับสนในจุดยืนและการอุทิศถวายตัวของเรา เมื่อเราไม่ได้ดำเนินชีวิตต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้า เราก็ไม่สามารถที่จะเป็นความทรงจำที่มีชีวิตอยู่ขององค์พระผู้เป็นเจ้าในชีวิตของเรา แล้วเราจะกลายเป็นคนแปลกหน้าในแผ่นดินที่แปลกตา และลืมไปว่าเรามาจากไหน และกำลังจะไปไหน เราจึงไม่ได้เป็นทางที่ช่วยให้ผู้คนมีประสบการณ์กับพระเจ้า ถ้าเช่นนั้น แทนที่เราจะดำเนินอยู่ต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้า เราเริ่มดำเนินในวงจรอุบาทว์ และดึงเอาคนอื่นเข้าไปในวงจรอุบาทว์นั้นด้วย เมื่อเราตกอยู่ในวงจรอุบาทว์ เมื่อแรกเริ่มผู้คนจะเห็นและดูเหมือนว่า เรามีความมุ่งมั่นศรัทธามากกว่าความเป็นจริง แต่จะเห็นเช่นนี้ไปได้ไม่นานนัก ความคิดที่ถูกครอบงำได้เน้นการทำพันธกิจที่มีความเป็นมืออาชีพทำให้เรามั่นใจในความสามารถของเราเอง ทักษะที่เรามี เท็คนิก วิธีการ โครงการ โปรแกรมที่เราทำ แต่ในการกระทำสิ่งเหล่านี้เราได้หลุดลอยออกจากความสัมพันธ์ที่ทรงเรียกให้เราเป็นผู้เชื่อมโยงประสานระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า ความสำคัญมิได้ขึ้นอยู่กับว่าเราทำอะไร เราทำอย่างไร แต่ที่สำคัญคือเราเป็นใครกันแน่ เราจะต้องระมัดระวังว่า เราจะหลงคิดไปว่าคุณค่าที่มีอยู่ในทุกวันนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราพูดและสิ่งที่เราทำ แต่จากประสบการณ์ช่วยให้ผมเห็นชัดเจนขึ้นว่า เมื่อสิ่งที่ผมกระทำเข้ามายึดครองพื้นที่ชีวิตประจำวันของผม ความจริงก็คือว่าสิ่งเหล่านี้ได้ปิดกั้นผมจากการฟังสิ่งที่พระเจ้าตรัสกับผมในทุกทางที่พระองค์ประสงค์ และนี่คือตัวขัดขวางผมที่จะมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับพระเจ้าก่อนที่จะพูดหรือกระทำในชีวิตประจำวัน ในที่นี้มิได้ทำให้การฝึกฝนอบรมการอภิบาลหรือการทำพันธกิจให้มีความสำคัญลดน้อยลง แต่ในที่นี้ต้องการเสนอว่า การฝึกฝนอบรมนี้จะเกิดผลก็ต่อเมื่อการฝึกอบรมนี้อยู่ในบริบทการเสริมสร้างบ่มเพาะจิตวิญญาณ ที่เราให้ความสนใจถึงวิถีการดำเนินชีวิตเป็นประการแรก มิใช่มุ่งความสนใจไปที่ผู้คนที่เราจะทำงานด้วย แต่มุ่งความสนใจไปที่พระเจ้าก่อน มิใช่การดำเนินชีวิตต่อหน้าใครคนใดคนหนึ่งที่เรียกร้องความสนใจจากเรา แต่ให้เราดำเนินชีวิตต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้า นี่คือการมุ่งเน้นที่ชีวิตจิตวิญญาณ กล่าวโดยสังเขปคือ เราต้องสามารถแยกแยะชัดเจนว่า เรากำลังทำงานรับใช้บริการออกจากความจำเป็นต้องการของเราที่ต้องการให้คนอื่นรักคนอื่นชอบ ให้คนอื่นยกย่องสรรเสริญ หรือให้คนอื่นนับหน้าถือตา หรือเรากำลังรับใช้และบริการให้ผู้คนได้เชื่อมโยงสัมพันธ์กับพระเจ้าเพื่อได้รับการเยียวยารักษาบาดแผลในชีวิต ในยุคนี้เรามักคิดถึงการทำพันธกิจเพื่อตอบสนองความต้องการจำเป็นของผู้คนว่า เป็นงานใหญ่งานสำคัญของการทรงเรียกของพระเจ้า แต่ถ้าเราศึกษาเจาะลึกลงในพระคัมภีร์ดูเหมือนพระคัมภีร์มิได้คิดเห็นเช่นนี้ สิ่งที่เป็นอันดับแรกที่พระคริสต์ให้การเอาใจใส่คือการเชื่อฟังพระบิดา การดำเนินชีวิตต่อหน้าพระพักตร์ของพระเจ้าเสมอ จากนั้น พระคริสต์ก็จะได้รับความชัดเจนว่าพระองค์มีภาระหน้าที่อะไรที่จะต้องทำเมื่อสัมผัสสัมพันธ์กับประชาชน และแนวทางนี้พระคริสต์ได้ชี้นำแก่สาวกของพระองค์ด้วยเช่นกัน “8พระบิดาของเราทรงได้รับพระเกียรติเพราะเหตุนี้ คือเมื่อพวกท่านเกิดผลมากและเป็นสาวกของเรา” (ยอห์น 15:8) เราคงต้องเตือนตนเองอยู่เสมอว่า พระบัญชาประการแรกคือ การที่เราแต่ละคนรักพระเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจ สิ้นสุดความคิด จิตวิญญาณของเรา แต่ในความเป็นจริงแล้วเมื่อเราทำพันธกิจเรามักจะรักเพื่อนบ้านด้วยสุดจิตสุดใจ สิ้นสุดความคิดของเราแก่คนที่เรารับใช้บริการมากกว่า แล้วพยายามสุดกำลังที่จะไม่ลืมพระเจ้า หรืออย่างน้อยเรามักรู้สึกว่า เราควรให้ความสนใจของเราแก่พระเจ้าและเพื่อนบ้านที่เสมอเท่ากัน แต่พระคริสต์ได้สำแดงจุดยืนในเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาชัดเจนว่า ให้เราอุทิศถวายชีวิตของเราแด่พระเจ้าแต่ผู้เดียว พระเจ้าประสงค์จิตใจทั้งดวงของเรา พระองค์ประสงค์ความคิดนึกทั้งสิ้นของเรา และทั้งสิ้นในชีวิตจิตวิญญาณของเรา ด้วยการที่เรามีความรักต่อพระเจ้าอย่างไม่มีเงื่อนไขและรักหมดทั้งชีวิตจิตใจที่นำเราเอาใจใส่เพื่อนมนุษย์ของเรา มิใช่เป็นกิจกรรมที่พระเจ้าสั่งให้ทำ หรือ เป็นการทำเพื่อให้เป็นที่สนใจจากพระเจ้า แต่การที่สำแดงออกถึงการที่เรารักพระเจ้าที่ทรงสำแดงพระองค์เองแก่เราในฐานะทรงเป็นพระเจ้าแห่งมนุษยชาติทั้งหลาย เป็นเพราะเราอยู่ในพระเจ้าเราจึงพบเพื่อนมนุษย์ของเราและค้นพบความรับผิดชอบของเราต่อเพื่อนมนุษย์เหล่านี้ เราสามารถกล่าวได้ว่า เพราะการที่เราอยู่ในพระเจ้าเพื่อนมนุษย์จึงเป็นเพื่อนบ้านของเรา แทนที่จะเป็นแบบต่างคนต่างอยู่ เพราะการอยู่ในพระเจ้า และ โดยทางของพระองค์เท่านั้นที่การรับใช้บริการเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ มีบางคนที่มีมุมมองและความคิดว่า เพราะการที่เรารับใช้และบริการแก่เพื่อนบ้าน จึงทำให้เรามีสัมพันธภาพกับพระเจ้า เพราะคำกล่าวที่ว่า ที่เรากระทำกับเพื่อนบ้านก็เหมือนกระทำกับพระคริสต์ (มัทธิว 24:34-40) เป็นความจริงหรือมีความเป็นไปได้ว่าพระเจ้าสามารถพบกับเราท่ามกลางเพื่อนบ้านของเรา แต่เรื่องนี้เราไม่ควรสับสนกับสัมพันธภาพของพระเจ้ากับเรา และความสัมพันธ์ของเรากับเพื่อนบ้านของเรา เพราะพระเจ้าทรงรักเราก่อน เราจึงเรียนรู้ที่จะรักคนอื่น เรียนรู้ที่จะรักเพื่อนบ้าน มากกว่าที่เราจะให้ทรัพย์สินสิ่งของแก่เพื่อนบ้าน ดังนั้น เพราะการที่เรารักพระเจ้าก่อน จึงทำให้เราได้รู้จักที่รักคนอื่น เพราะคนอื่นก็เป็นคนที่พระเจ้าทรงรักด้วย การที่เราเติบโตขึ้นในความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระคริสต์นั้นเป็นแหล่งพลังของการกระทำของเราในสังคมชุมชนโลกนี้ ดังนั้น การที่เราจะเป็นความทรงจำที่มีชีวิตอยู่ของพระเจ้า เราต้องการเอาใจใส่ประการแรกกับความสนิทใกล้ชิดของเราเองกับพระเจ้า เมื่อเราได้ยิน เห็น มองดู และสัมผัสกับพระวจนะที่มีชีวิต เราจึงไม่สามารถทำสิ่งอื่นได้นอกจากเป็นความทรงจำที่มีชีวิตของพระเจ้า เมื่อชีวิตของเราเชื่อมโยงสัมพันธ์กับพระองค์ เราก็จะกล่าวถึงพระองค์ ร้องสรรเสริญพระองค์ และประกาศถึงพระราชกิจอันอานุภาพของพระองค์ ที่กระทำเช่นนี้มิใช่เพราะพันธะผูกพัน แต่กระทำด้วยเสรีภาพ แต่เป็นการตอบสนองด้วยความเต็มใจของเรา เพื่อให้การตอบสนองนี้ต่อเนื่องยืนนานยั่งยืน เราจำเป็นจะต้องก่อร่างสร้างวินัยชีวิต บ่มเพาะชีวิตจิตวิญญาณ และการอบรมและฝึกฝน แต่สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องรองจากการเปิดช่องทางให้ชีวิตของเรามีประสบการณ์กับพระเจ้า จำเป็นที่เราพึงตระหนักชัดด้วยว่า การอภิบาลชีวิตมิใช่งานเฉพาะของศิษยาภิบาลเท่านั้น แต่เป็นพันธกิจชีวิตของผู้เชื่อทุกคน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง มิใช่ศิษยาภิบาลทุกท่านที่กำลังอภิบาลชีวิตเพื่อนมนุษย์ ตำแหน่งสถานภาพชีวิตไม่สำคัญเท่ากับการที่แต่ละท่านเปิดชีวิตมีประสบการณ์ตรงกับพระเจ้าก่อน ประสบการณ์ตรงที่ได้รับการสัมผัสชีวิตจากพระคริสต์ ประสบการณ์ที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงและสร้างชีวิตใหม่จากพระองค์ และความสำนึกผูกพันใหม่ที่ยอมถวายให้พระองค์ใช้ชีวิตของเราแต่ละคนในการอภิบาลชีวิตคนรอบข้าง สรุป ผู้อภิบาลในฐานะผู้เยียวยารักษาความทรงจำมีประเด็นสำคัญ 3 ประการคือ ประการแรก ผู้อภิบาลเยียวยารักษาโดยการช่วยให้ระลึกถึงความทรงจำ ประการที่สอง เขาช่วยให้ระลึกความทรงจำด้วยการยอมรับบาดแผลชีวิตในอดีตที่มีในแต่ละคน แล้วเชื่อมโยงบาดแผลชีวิตเหล่านั้นกับบาดแผลชีวิตของมนุษยชาติ ที่พระเจ้าทรงทนทุกข์เพื่อกอบกู้ผู้คนเหล่านั้นที่มีบาดแผลในชีวิตด้วยพระองค์เอง ประการสุดท้าย การช่วยให้ระลึกถึงความทรงจำนี้ส่วนมากแล้วมิได้เกิดขึ้นเพราะสิ่งที่ผู้อภิบาลพูดหรือทำ แต่โดยชีวิตของผู้อภิบาลที่ติดสนิทแนบกับพระเจ้าในพระเยซูคริสต์ นี่ย่อมหมายความว่า การเป็นผู้เยียวยารักษาความทรงจำนั้นต้องการชีวิตจิตวิญญาณที่มีคุณภาพ ชีวิตจิตวิญญาณที่มีความเชื่อมโยงสัมพันธ์ติดสนิทกับพระเจ้า เป็นการดำเนินชีวิตที่เป็นหนึ่งเดียวในพระองค์ แล้วเราจะเห็นสิ่งสำคัญนี้ในชีวิตประจำวันของผู้อภิบาลได้อย่างไรบ้าง? เราสามารถเห็นได้จากชีวิตที่ภาวนาอธิษฐานของผู้อภิบาล ในที่นี้มิได้มุ่งหมายถึงพิธีการอธิษฐาน (วิธีการอธิษฐาน, จำนวนมากน้อยครั้งในการอธิษฐาน, การอธิษฐานสั้นยาวแค่ไหน, ไพเราะใช้ศัพท์อย่างถูกต้องแค่ไหน และ ฯลฯ) แต่มุ่งหมายถึงชีวิตของผู้อภิบาลเชื่อมโยงติดสนิทกับพระคริสต์ เป็นชีวิตที่ห่วงใยเอาใจใส่การใคร่ครวญ การรำพึงภาวนา การสนทนาใกล้ชิดกับพระเจ้าท่ามกลางสภาพชีวิตทุกเรื่องทุกสถานการณ์ เราสามารถเห็นได้จากชีวิตของผู้อภิบาลที่เชื่อมโยงสัมพันธ์ติดสนิทกับพระคริสต์นั้น เป็นชีวิตที่แสวงหาการทรงเปิดเผยถึงการรับใช้และให้บริการแก่เพื่อนบ้านที่พบเห็นในแต่ละวัน เราสามารถเห็นได้จากพันธกิจที่ผู้อภิบาลให้การอบรม ฟูมฟักชีวิต และการบ่มเพาะความเชื่อและชีวิตคริสเตียน เป็นกระบวนการที่เอื้ออำนวยและเปิดเผยให้เห็นถึงธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ และสามารถใช้ความรู้และปัญญาที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่มนุษยชาติในกระบวนการเสริมสร้างและหนุนเสริมคุณภาพชีวิตจิตวิญญาณของคนที่ผู้อภิบาลสัมพันธ์ เกี่ยวข้อง และเลี้ยงดู เราสามารถเห็นได้จากพันธกิจในเรื่องการภาวนาอธิษฐานมิใช่เรื่องพิธีการ หรือ วิธีการภายนอกที่เราสามารถมองเห็นเท่านั้น เพราะถ้าผู้อภิบาลคือผู้ที่เยียวยารักษาบาดแผลชีวิตความทรงจำในอดีตของแต่ละคนในพระคริสต์แล้ว ผู้อภิบาลจำเป็นต้องมีความนึกคิดและน้ำพระทัยแบบพระคริสต์ในตัวเขาในการกระทำสิ่งต่างๆ และการกระทำสิ่งต่างๆตามความนึกคิดและน้ำพระทัยแบบพระคริสต์เป็นการอธิษฐานที่ทรงคุณค่าและเปี่ยมด้วยพลัง ประการสุดท้าย เราสามารถเห็นได้จากชีวิตของผู้อภิบาลที่มิได้เอาชีวิตของตนเป็นตัวตั้ง แต่ให้คุณค่าความสำคัญชีวิตของพระคริสต์ในชีวิตของผู้คนนั้นสำคัญยิ่ง เป้าหมายปลายทางสูงสุดคือ พระคริสต์ในตัวเราต่างหากที่เป็นผู้นำการเยียวยารักษาที่แท้จริงให้เกิดขึ้น พระคริสต์เท่านั้นสามารถลงลึกถึงความแปลกแยกในชีวิตของเราแต่ละคน และทรงสร้างเสริมฟื้นฟูชีวิตที่ฉีกขาดของเราขึ้นใหม่ ทรงเย็บชุนเชื่อมต่อชีวิตเรากับพระเจ้า และเชื่อมสัมพันธ์ของเรากับเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆที่อยู่รอบข้าง
บทนำ ในปี ค.ศ. 1944 ชาวยิวที่อาศัยในเมือง Sighet ประเทศฮังการีถูกกวาดต้อนให้ไปอยู่ในค่ายกักกัน Elie Wiesel นักประพันธ์ชื่อดังคนหนึ่งก็เป็นคนหนึ่งที่ถูกกวาดต้อนไปด้วย ตัวเขารอดพ้นจากการเผาทำลายคนและเมืองนี้ หลังจากนั้นอีก 20 ปีเขาได้กลับมามาดูเมืองที่เขาเคยอาศัยอีกครั้งหนึ่ง สิ่งที่ทำให้เขาเจ็บปวดมากที่สุดในชีวิตคือ ไม่หลงเหลือความทรงจำเกี่ยวกับชาวยิวในความทรงจำของคนที่อาศัยอยู่ในเมือง Sighet เลย Elie Wiesel ได้เขียนไว้ว่า ผมไม่โกรธประชาชนที่อยู่ในเมือง Sighet ... ที่ได้ขจัดเพื่อนบ้านในอดีตออกจากพื้นที่แห่งความทรงจำของเขา หรือ ที่ได้ปฏิเสธการเคยมีอยู่ของพวกยิวในเมืองนั้น ถ้าผมจะโกรธก็เพราะว่า ที่เขาได้ลืม พวกยิวอย่างรวดเร็วสิ้นเชิงอะไรเช่นนั้น ... พวกยิวมิเพียงแต่ถูดกวาดต้อนขับไล่ออกจากเมืองนี้เท่านั้น แต่ถูกลบล้างออกจากกาลเวลาชีวิตของชาว Sighet ด้วย เรื่องราวข้างต้นนี้ได้โยงชี้ให้เราเห็นว่า การที่เราลืมความบาปผิดที่เรากระทำลงไปนั้น เป็นความบาปที่ยิ่งใหญ่กว่าการที่เราได้กระทำบาปนั้น ทำไมถึงกล่าวเช่นนั้น? ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่า สิ่งที่เราลืมไปแล้วไม่ง่ายที่จะได้รับการเยียวยารักษา และการกระทำความบาปที่ไม่ได้รับการเยียวยารักษาย่อมเป็นการง่ายเหลือเกินที่จะเป็นต้นเหตุของการกระทำบาปที่ยิ่งใหญ่รุนแรงกว่าเดิม ในหนังสือหลายเล่มของ Elie Wiesel ที่เกี่ยวกับการกวาดต้อนผู้คนให้เข้าไปอยู่ในค่ายกักกัน เขาไม่ได้เตือนให้ผู้อ่านระลึกถึงเมือง Auschwitz ซึ่งเป็นค่ายกักกันที่พวกนาซีได้สร้างขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง มีนักโทษที่ถูกกักกันในค่ายนี้ถึง 45,282 คน และก็ไม่ได้ให้เราคิดถึงเมือง Buchenwald ซึ่งเป็นค่ายกักกันอีกแห่งหนึ่งของนาซี ตั้งในภาคกลางของเยอรมนี ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมือง เขาไม่ได้พรรณนาเพื่อทำให้เกิดสำนึกความรู้สึกผิดถึงความเจ็บปวดทรมานที่ได้กระทำกับคนยิว แต่เขาได้เขียนถึงเรื่องนี้เพื่อให้เกิดการเยียวยารักษาบาดแผลที่เกิดจากการกระทำในเหตุการณ์นั้น และเป็นการป้องกันมิให้เกิดการกระทำที่เลวร้ายหายนะที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ เพราะโลกลืมเหตุการณ์ที่ Auschwitz จึงทำให้เกิดเหตุการณ์ที่ฮิโรชิม่า (Hiroshima)ใช่ไหม และถ้าโลกลืมเหตุการณ์ที่ฮิโรชิม่าย่อมมีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดการทำร้ายทำลายที่รุนแรงกว่านั้นในโลก การที่เราตัดขจัดความทรงจำอดีตออกไปเราทำให้อนาคตของเราง่อยเปลี้ยลง การขจัดการทรงจำถึงความชั่วร้ายในอดีตที่อยู่ข้างหลังเรา ก็เท่ากับเราได้ปลุกกระตุ้นความชั่วร้ายข้างหน้าเราให้ลุกขึ้นแผงฤทธิ์ อย่างที่เราเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “ผู้ใดที่ลืมอดีตของตน ความพินาศก็จะเกิดขึ้นซ้ำอีก” ด้วยความเข้าใจที่กล่าวข้างต้นได้นำไปถึงซึ่งความเข้าใจว่า คนรับใช้พระเจ้า หรือ ผู้อภิบาล คือผู้ที่มีบทบาทช่วยให้คนได้หวนระลึกถึงอดีตในชีวิตของแต่ละคน และนำคนๆนั้นเข้ารับการทรงเยียวยารักษา ด้วยการที่เราได้รับการรักษาบาดแผลชีวิตในอดีตนั้นนำสู่อนาคตแห่งโลกใหม่ ซึ่งคริสตจักรพึงให้ความสนใจสำคัญใน 3 ประเด็นด้วยกันคือ บาดแผลในชีวิตของผู้คน การเยียวยารักษาบาดแผลชีวิต และผู้ทำการเยียวยารักษา บาดแผลชีวิต Andre Malraux นักเขียนและนักการเมืองชาวฝรั่งเศส เคยกล่าวไว้ว่า “จะมีวันหนึ่งที่คนเราจะแยกความพิเศษแตกต่างทางบุคลิกภาพจากความสามารถในการระลึกได้ หรือ จากความสามารถในความทรงจำของแต่ละคน” เป็นข้อสังเกตที่สำคัญและน่าสนใจ ยิ่งเรามีอายุมากขึ้นเราก็จะมีเรื่องราวอยู่ในความทรงจำหลากหลายมากยิ่งขึ้น และสิ่งที่เราเก็บไว้ในชีวิตเราแม้ไม่ถึงกับทั้งหมด แต่ก็เป็นส่วนใหญ่ของความทรงจำของเราในเรื่องราวเหตุการณ์อดีต ความทรงจำของเรามีบทบาทสำคัญในการสำนึกรู้สึกถึงการมีชีวิตเป็นอยู่ของเรา ความเจ็บปวดและความชื่นชมยินดีในชีวิตของเรา ความรู้สึกโศกเศร้าหรือความรู้สึกที่พึงพอใจของเรา ความรู้สึกเหล่านี้มิได้ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับการทรงจำของเราต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประเด็นหลักที่สำคัญ เหตุการณ์นั้นที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราอาจจะมีความสำคัญน้อยกว่าภาพรวมแห่งการทรงจำที่มีต่อเรื่องนั้นๆ ต่างคนต่างมีความทรงจำในเหตุการณ์เดียวกันที่แตกต่างกันออกไป เช่นในการเจ็บป่วย อุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ความสำเร็จในชีวิต ความประหลาดอัศจรรย์ใจในเหตุการณ์เดียวกัน ซึ่งแต่ละคนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นจดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนแตกต่างจากคนอื่นๆที่อยู่ในเหตุการณ์เดียวกัน และความรู้สึกของตนแต่ละคนต่อเหตุการณ์ดังกล่าวย่อมเป็นผลกระตุ้นจากความทรงจำในเหตุการณ์อย่างไรของคนๆนั้นมากกว่าตัวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นั่นหมายความว่า ความสำคัญแตกต่างที่เกิดขึ้นกับแต่ละคนขึ้นอยู่กับคนๆนั้นจะนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวางไว้ในระดับความสำคัญแค่ไหนในชีวิตของตน ดังนั้น จึงไม่แปลกใจว่า อารมณ์ความรู้สึกของคนเรานั้นเกี่ยวข้องสัมพันธ์ใกล้ชิดกับความทรงจำของเราแต่ละคน ความรู้สึกเศร้าเสียใจเป็นความทรงจำที่เจ็บปวด ความรู้สึกผิดเป็นความทรงจำจากการที่ถูกกล่าวหา ความรู้สึกปีติชื่นชมเป็นความทรงจำที่ยินดีปรีดา ความรู้สึกเหล่านี้ของเราได้รับอิทธิพลอย่างลึกซึ้งจากการที่เราเอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตวางลงในวิถีชีวิตของเรา แท้จริงแล้วเรารับรู้เรื่องราวและเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นด้วยผลของการทรงจำของเรา ความทรงจำของเราช่วยเราเห็นและเข้าใจสิ่งใหม่ เหตุการณ์ที่เกิดใหม่ แล้วจัดกำหนดคุณค่าและความหมายบนพื้นฐาน ประสบการณ์อันหลากหลายที่มาจากความทรงจำในอดีตชีวิตของเรา (ประสบการณ์ที่ได้รับจากเหตุการณ์หนึ่งเมื่อเกิดขึ้นกับใครแล้ว คนๆนั้นก็จะตีค่าให้ความหมายต่อประสบการณ์ในเหตุการณ์นั้นสำหรับตน และสิ่งนี้ถูก “จำ” จนกลายเป็นกรอบที่ใช้ตีค่าให้ความหมายต่อประสบการณ์ที่เกิดขึ้นทีหลัง และกรอบดังกล่าวก็จะปรับเปลี่ยนพัฒนาไปเรื่อยๆตามประสบการณ์ชีวิตของคนๆนั้น และเมื่อกรอบที่ใช้ตีค่าให้ความหมายอะไร สิ่งนั้นย่อมมีผลกระทบต่อการเกิดความรู้สึกขึ้นในคนๆนั้น และอาจจะมีผลหรืออิทธิพลต่อการตัดสินใจของคนๆนั้น ในประสบการณ์ที่เทียบเคียงกันได้) กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ความทรงจำของเรานั้นจะจำจากสิ่งที่เป็นประสบการณ์ชีวิตของคนๆนั้น สิ่งนี้มีประโยชน์ต่อผู้ที่ทำอาชีพเกี่ยวกับการช่วยคนอื่น หรือ ชีวิตของคนอื่น เช่น แพทย์ พยาบาล นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ คนที่ทำอาชีพเหล่านี้จะถามผู้มารับบริการเป็นคำถามแรกคือ รู้สึกอย่างไรบ้าง? ทำไมถึงมาหาหมอ? ทำไมถึงมาในวันนี้? คำถามเหล่านี้เป็นคำถามยิงตรงสู่ความทรงจำของผู้ที่มารับบริการ “ขอช่วยเล่าเรื่องของคุณหน่อยว่าทำไมถึงมาในวันนี้? อะไรที่ทำให้คุณมาที่นี่ในวันนี้? แน่นอนครับ ผู้มารับบริการเหล่านี้จะไม่เล่าเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเขา แต่จะเล่าความทรงจำต่อเรื่องราวเหล่านั้นที่ผ่านกรอบการตีค่าให้ความหมายจากความทรงจำของเขา คงไม่เป็นการพูดเกินจริงว่า ความทุกข์ยากลำบากของเราส่วนมากบ่อยครั้งเป็นเรื่องเกี่ยวกับความทุกข์เจ็บปวดในชีวิตจากความทรงจำ ทั้งนี้มีบาดแผลจากความทรงจำที่เรียกร้องให้มีการเยียวยารักษา ความรู้สึกที่แปลกแยก ความรู้สึกโดดเดี่ยวเดียวดาย ความรู้สึกที่ถูกกีดกันแยกออก ความรู้สึกที่วิตกกังวล ความรู้สึกกลัว ความรู้สึกที่สงสัย แล้วไปมีส่วนที่เกี่ยวโยงกับอาการทางประสาท นอนไม่หลับ กัดเล็บ แน่นอนว่า เหล่านี้ล้วนเป็นอาการที่เกิดจากความทรงจำ บาดแผลอันเนื่องจากความทรงจำเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะถูกฝังซ่อนลึกในชีวิตของเรา ยากยิ่งที่จะสืบตามไปจนพบเจอได้ ในขณะที่ความทรงจำในเชิงบวกจะมีผลสำแดงความรู้สึกดีดีในตัวเราออกมาในรูปแบบหลากหลายเช่น เมื่อได้รับรางวัล รับสิ่งที่สวยงาม ได้รับประกาศนียบัตร หินหรือเครื่องประดับ เครื่องประดับจากเครื่องดินเผา แหวน แต่ความทรงจำในเชิงลบที่เป็นความทรงจำที่เจ็บปวดไม่พึงประสงค์มีแนวโน้มที่จะถูกซุกซ่อนไว้ในมุมมืดแห่งความต้องการลืมของเรา และที่มันซ่อนตัวในมุมมืดแห่งการลืมนี้เองแท้จริงคือการหนีหลบซ่อนจากการรับการเยียวยารักษา และจะทำให้เกิด มหันตภัยที่ร้ายแรงต่อชีวิตในอนาคต การตอบสนองจากคนๆนั้นคือ พยายามที่จะลืมความทรงจำที่ไม่พึงปรารถนานั้น เมื่อเวลาใดที่เกิดความเจ็บปวดขึ้นในชีวิตของเรา เราจะตอบตัวเองทันที หรือคนอื่นที่ตกในความทรงจำเช่นเดียวกันนี้ว่า “ให้เราลืมสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ให้ถือว่าสิ่งนี้มิได้เกิดขึ้นก็แล้วกัน เราอย่าพูดถึงสิ่งเหล่านี้อีกเลย ให้เราคิดในสิ่งที่น่ารื่นรมมีความสุขดีกว่า” เราต้องการที่จะลืมความเจ็บปวดในอดีต เราต้องการที่จะลืมบาดแผลชีวิตที่เจ็บปวดชอกช้ำทั้งที่เป็นบาดแผลส่วนตัวในชีวิต หรือบาดแผลที่ได้รับร่วมกันในชีวิต หรือแม้แต่บาดแผลชีวิตในประเทศชาติของเรา เพื่อเราจะได้ดำเนินชีวิตต่อไปเหมือนกับว่าไม่มีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริงในชีวิตของเรา แต่การที่พยายามที่จะไม่จำบาดแผลที่เจ็บปวดชอกช้ำเหล่านี้ เท่ากับว่าเรากำลังอนุญาตให้ความทรงจำที่พยายามลืมเหล่านี้มีพลังอิสระในตัวของมันเอง การพยายามออกแรงที่จะทำให้การทำงานในชีวิตความเป็นมนุษย์ของเราต้องชะงักหมดแรง เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในชีวิตของเรา เรากลายเป็นคนแปลกหน้าต่อตนเอง ทั้งนี้เพราะเราตัดรากฐานชีวิตอดีตออกจากชีวิตปัจจุบันของเรา แล้วพยายามสร้างอาณาเขตความรู้สึกสบายสำหรับชีวิตของเรา และพยายามทำตาม “ฝันกลางวัน” ของตนเอง การลืมอดีตเป็นเหมือนการทำให้ครูที่สนิทกลายเป็นผู้ที่ต่อต้านเรา การที่เราปฏิเสธการเผชิญหน้ากับความทรงจำที่ชอกช้ำเจ็บปวดของเรา เราได้สูญเสียโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงจิตใจของเรา และเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ในการยอมรับและในการกลับใจใหม่ของเรา พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “คนแข็งแรงไม่ต้องการหมอ แต่คนเจ็บป่วยต้องการ เราไม่ได้มาเพื่อเรียกคนชอบธรรม แต่มาเรียกคนบาป” (มาระโก 2:17 TBS02b) พระองค์ทรงยืนยันว่า คนที่ยอมเผชิญหน้ากับบาดแผลความชอกช้ำเจ็บปวดในชีวิตเท่านั้นที่จะได้รับการเยียวยารักษา และนำสู่เส้นทางการดำเนินชีวิตใหม่ การเยียวยารักษา แล้วเราจะเยียวยารักษาบาดแผลชีวิตในความทรงจำของเราได้อย่างไร? ก้าวแรกและก้าวสำคัญในการเยียวยารักษาบาดแผลชีวิตเหล่านั้นคือ การเปิดเผยยอมรับความมีอยู่จริงของบาดแผลแห่งความทรงจำในชีวิตของเรา โดยการเปิดทางให้บาดแผลแห่งความทรงจำเหล่านั้นออกจากมุมมืดแห่งการพยายามกลบเกลื่อนให้ลืม และจดจำได้ว่าบาดแผลเหล่านั้นเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของเรา อะไรที่เราลืมไปแล้วสิ่งนั้นย่อมไม่ได้มีอยู่จริง และสิ่งใดที่ไม่มีอยู่จริงย่อมไม่สามารถรับการเยียวยารักษา Max Scheler ได้แสดงให้เราเห็นว่า ความทรงจำสามารถปลดปล่อยเราให้หลุดรอดออกจากอำนาจแห่งการตัดสินใจอันเกิดจากการพยายามลืมเหตุการณ์ที่เจ็บปวดชอกช้ำ เขากล่าวว่า “ความทรงจำ คือจุดเริ่มต้นของเสรีภาพจากอำนาจแห่งการทรงจำที่หลบซ่อนอยู่ หรือ การที่ทำให้ความทรงจำที่หลบซ่อนอยู่ได้ปรากฏตัว ถ้าคนรับใช้ของพระเจ้า หรือ ผู้อภิบาลเป็นผู้ช่วยให้ความทรงจำกลับคืนมา ภารกิจประการแรกคือ การที่ทำให้มีพื้นที่ชีวิตที่บาดแผลแห่งความทรงจำในอดีตสามารถที่จะนำกลับมาปรากฏโดยไม่ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของความกลัว พื้นดินที่แข็งกระด้างที่มิได้รับการพรวน น้ำฝนที่ตกลงมาก็ยากที่จะซึมซับเข้าไปในเนื้อดิน ยากที่น้ำฝนจะลงไปถึงเมล็ดพืชในดิน และเมื่อใบอ่อนไม่สามารถงอกผลิใบรับแสงแดด มันก็ไม่สามารถสร้างอาหารที่บำรุงเลี้ยงต้นอ่อนที่ยังอยู่ใต้ดิน เช่นกัน ถ้าความทรงจำของเรายังถูกครอบงำทับถมด้วยความกลัว ความวิตกกังวล หรือยังคลางแคลงสงสัยในพระวจนะของพระเจ้า แน่นอนว่าชีวิตไม่สามารถเกิดผล ผู้อภิบาลในฐานะผู้เอื้ออำนวยให้ความทรงจำกลับคืนมา ต้องมีความเข้าใจที่ลุ่มลึกซับซ้อนของชีวิตคนและพฤติกรรมของคนที่ต้องการให้ความทรงจำกลับคืนมา เป็นความเข้าใจที่รู้ลึกถึงกระบวนการพลังของจิตใจที่ความทรงจำอันเจ็บปวดชอกช้ำถูกปฏิเสธ และสิ่งที่พบในปัจจุบันนี้คือ “การยอมรับ” เป็นองค์ประกอบหลักสำคัญ ส่วนประเด็นอื่นเป็นเพียงองค์ประกอบที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องเท่านั้น งานที่สำคัญและยิ่งใหญ่จากการทรงเรียกให้เป็นผู้อภิบาลคือ บทบาทในการเชื่อมโยงระหว่างเรื่องชาวชีวิตของมนุษย์กับเรื่องราวของพระเจ้าองค์สูงสุดอย่างต่อเนื่อง ผู้อภิบาลได้รับมรดกเรื่องราวที่เราจะต้องบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้กับผู้ที่มีบาดแผลและเจ็บปวดชอกช้ำที่เราได้ยินได้ฟังได้รับรู้ในแต่ละวันว่า เราสามารถที่จะได้รับการปลดปล่อยให้ออกจากภาวะที่ถูกกีดกันแยกออก และเปิดเผยให้เห็นถึงการเข้าถึงสัมพันธภาพของพระเจ้าที่มีต่อเรา การเยียวยารักษาหมายถึงการที่เปิดเผยออกถึงบาดแผลเจ็บปวดชอกช้ำในชีวิตมนุษย์ที่ได้รับการเชื่อมโยงสัมพันธ์กับความทุกข์ของพระเจ้าเอง ดังนั้น การที่ดำเนินชีวิตที่มีความทรงจำในพระเยซูคริสต์ จึงหมายถึงการเชื่อมโยงระหว่างความทุกข์ยากชอกช้ำในชีวิตเล็กๆของเราเข้ากับชีวิตที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่มีต่อเรา ด้วยการยกเอาความเจ็บปวดชอกช้ำในความทรงจำของเราให้ออกจาก ความเป็นตัวกูของกู จากความเป็นตัวตนของตนเอง ออกจากซอกมุมชีวิตส่วนตัว เพื่อให้พระเยซูคริสต์ทรงเยียวยารักษาบาดแผลชีวิตแห่งความเจ็บปวดชอกช้ำของเรา พระเยซูคริสต์ทรงรับเอาความเจ็บปวดชอกช้ำในชีวิตของเรารวมกับความเจ็บปวดชอกช้ำในชีวิตของมนุษยชาติคนอื่นๆไว้บนพระองค์และทรงทำการปรับเปลี่ยนชีวิตที่เจ็บปวดชอกช้ำเหล่านั้น การเยียวยารักษาในขั้นแรกนั้นมิได้เป็นการนำความเจ็บปวดชอกช้ำออกจากชีวิตมนุษย์ แต่พระองค์ทรงเปิดเผยให้เราเห็นว่าความเจ็บปวดชอกช้ำที่เรากำลังรับอยู่เป็นส่วนหนึ่งในความเจ็บปวดชอกช้ำที่ใหญ่โตแห่งโลกนี้ ดังนั้น ความทุกข์โศกของเราก็เป็นส่วนหนึ่งในความทุกข์โศกที่ยิ่งใหญ่แห่งโลกนี้ เพื่อประสบการณ์ที่เราได้รับจะเป็นส่วนหนึ่งในประสบการณ์ใหญ่ที่พระองค์ได้รับ ดั่งที่พระคริสต์ตรัสว่า “26พระคริสต์จำเป็นต้องทนทุกข์อย่างนั้นแล้วจึงเข้าในพระสิริของพระองค์ไม่ใช่หรือ?” (ลูกา 24:26) ด้วยการเชื่อมโยงเรื่องราวของมนุษย์กับเรื่องราวของ ผู้รับใช้ที่ทนทุกข์ เป็นการช่วยให้เรื่องราวชีวิตของเราพ้นออกจากเส้นทางห่วงโซ่แห่งชีวิตที่ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม และเปิดโอกาสให้ชีวิตของเราได้เปลี่ยนจากสภาพการถูกครอบงำของสิ่งแวดล้อมในชีวิตทั้งที่เต็มใจหรือไม่ก็ตาม ไปสู่ชีวิตที่เปิดออกให้พระเจ้ากระทำพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตของเรา ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ ทุกเรื่องทุกแง่มุมของชีวิตไม่มีสิ่งใดที่อยู่นอกเหนือพระคุณและการพิพากษาของพระเจ้า แต่การที่คนใดคนหนึ่งซุกซ่อนบางส่วนในเรื่องราวชีวิตของตนไว้ในมุมมืดนั้น มิใช่การซ่อนเรื่องราวส่วนนั้นจากจิตสำนึกของตนเท่านั้น แต่เป็นการพยายามซ่อนเรื่องราวส่วนนั้นจากสายพระเนตรของพระเจ้าด้วย และคนนั้นได้ตั้งตนทำบทบาทของพระเจ้าในชีวิตของตน เขาพิพากษาชีวิตอดีตของตนเอง และจำกัดพระคุณของพระเจ้าสำหรับความกลัวของเขา ดังนั้น นอกจากเขามิได้เพียงแต่ตัดขาดความเชื่อมโยงจากความทุกข์ชอกช้ำในชีวิตของเขาเท่านั้น แต่เขาได้ตัดขาดตนเองจากความทุกข์ที่พระเจ้าทรงรับเพื่อเขาด้วย สิ่งที่ท้าทายในการทำพันธกิจการอภิบาลนี้คือ การหนุนช่วยประชาชนที่ตกอยู่ในสภาพชีวิตที่ทุกข์ร้อนในลักษณะต่างๆ ประชาชนที่เจ็บป่วย บางคนป่วยร้ายแรง บางคนสิ้นหวัง บางคนจมจ่อมอยู่ในความโศกเศร้า บ้างต้องทนทุกข์เวทนาในความยากจน หลายคนที่ถูกกดขี่ ถูกเอารัดเอาเปรียบ และอีกหลายๆคนที่ต้องทนทุกข์ยากเพราะตกอยู่ในกับดักของบริโภคนิยม ตกในกับดักของเงินนิยม หน้าที่ของผู้อภิบาลมีบทบาทที่จะช่วยผู้คนเหล่านี้ให้เห็นและมีประสบการณ์ว่า ชีวิตที่เขาต้องเผชิญอยู่นี้เป็นเรื่องราวหนึ่งในแผนการแห่งการทรงช่วยกู้ของพระเจ้าในโลกนี้ ความเข้าใจและประสบการณ์ชีวิตที่ลึกซึ้งนี้จะเยียวยารักษาบาดแผลชีวิตอย่างแน่นอน เพราะเป็นการรื้อฟื้นสัมพันธภาพที่ฉีกขาดให้กลับเชื่อมโยงสัมพันธ์กันใหม่ระหว่างโลกกับองค์พระผู้เป็นเจ้า ทำให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวกัน ของความทรงจำในอดีตที่มีแต่ความเลวร้ายและทำลาย ได้รับการยอมรับเข้าเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนเหตุการณ์แห่งการกอบกู้ของพระเจ้า ผู้เยียวยารักษา ผู้อภิบาล เป็นผู้ชวนให้หวนระลึกถึงความทรงจำที่มีชีวิตถึงพระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่ทรงกระทำในกระบวนเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์โลก เป็นผู้ที่ได้รับการทรงเรียกให้เข้ามามีส่วนร่วมในพระราชกิจแห่งการเยียวยารักษาบาดแผลในชีวิตมนุษย์ด้วยการมีหน้าที่รับผิดชอบ ในการช่วยประชาชนให้ระลึกความทรงจำถึงบาดแผลในชีวิตอดีต แล้วเชื่อมโยงความทรงจำแห่งบาดแผลในชีวิตของคนๆนั้นเข้ากับบาดแผลในชีวิตของมนุษยชาติ ที่ได้รับการทรงกอบกู้ด้วยการทรงทนทุกข์ของพระเจ้าในพระเยซูคริสต์ มุมมองเช่นนี้มีความหมายเช่นไรต่อชีวิตส่วนตัวของผู้อภิบาล? และมักจะถูกชักนำให้ถามคำถามว่า จะทำอย่างไร เช่น แล้วผมจะเป็นความทรงจำอันมีชีวิตของพระเจ้าได้อย่างไร แล้วผมจะยอมรับและเชื่อมโยงอย่างไร แล้วผมจะนำเอาเรื่องราวส่วนตัวของคนใดคนหนึ่งไปเชื่อมต่อกับเรื่องราวในกระบวนเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ได้อย่างไร? แต่มักลืมที่จะถามคำถามพื้นฐานที่สำคัญ เช่น “ผมเป็นใครในฐานะความทรงจำที่มีชีวิตของพระเจ้า?” คำถามหลักที่สำคัญมิใช่คำถามว่า ทำอะไร หรือ ทำอย่างไร แต่เป็นคำถามที่ว่าเราเป็นใคร เมื่อเรากล่าวถึงผู้อภิบาลในฐานะความทรงจำอันมีชีวิตอยู่ของพระเจ้า เรามิได้พูดถึงวิธีการเท็คนิกเฉพาะเจาะจงที่มีความสามารถในการใช้เครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งโดยเฉพาะ ด้วยทักษะ วิธีการ แต่เมื่อพูดถึงผู้อภิบาลเรากำลังพูดถึงการมีชีวิตที่อ้าแขวนออกยอมรับชีวิตทั้งชีวิตของผู้คน กล่าวคือเป็นผู้ที่อ้าแขนออกรับชีวิตทั้งการงานและการผ่อนพัก การกินและการดื่มของคนๆนั้น ทั้งการใคร่ครวญอธิษฐานและการละเล่น ทั้งการขับเคลื่อนและการรอคอย ก่อนที่จะไปถึงเรื่องทักษะความสามารถของผู้อภิบาล เราจำเป็นจะต้องมุ่งมองไปที่จิตวิญญาณ วิถีการดำรงชีวิตทางจิตวิญญาณในทุกเรื่องที่เราเป็นและในทุกเรื่องที่เราทำที่มีลักษณะถึงการหนุนเสริมให้ผู้คนระลึกถึงความทรงจำในชีวิตของเขาหรือไม่ แนวทางหนึ่งที่จะแสดงให้เห็นถึงที่กล่าวข้างต้น แทนที่จะกล่าวว่าผู้อภิบาลคือผู้ที่มีชีวิตที่หนุนเสริมให้ผู้คนระลึกถึงความทรงจำในองค์พระผู้เป็นเจ้า เราควรกล่าวว่าผู้อภิบาลมีชีวิตที่ดำเนินชีวิตอยู่ต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้าอย่าง อับราฮัม การดำเนินชีวิตอยู่ต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้าหมายถึง การที่เรามุ่งหน้าดำเนินชีวิตที่ความปรารถนาทั้งสิ้น ความคิดทั้งหมด และการกระทำทั้งหลายอยู่ภายใต้การทรงนำของพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง เมื่อเราดำเนินต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้า ทุกอย่างที่เราเห็น ทุกสิ่งที่เราได้ยิน ที่เราได้สัมผัส หรือที่เราได้ลิ้มรส ทุกสิ่งเหล่านี้ทำให้เราระลึกถึงพระองค์ และนี่ก็เป็นความหมายของชีวิตที่เปี่ยมล้นด้วยการอธิษฐาน ซึ่งเรามิได้หมายถึงชีวิตที่มีการอธิษฐานมากมายหลายๆครั้งในแต่ละวัน แต่หมายถึงทุกๆสิ่งในชีวิตไม่ว่าจะเป็นการพูด หรือ ความเข้าใจ ที่จำเป็นต้องพึ่งพิงในพระเจ้า ผู้ทรงเป็นเป้าประสงค์ดั้งเดิม หรือ เป็นแหล่งที่ให้เรามีชีวิตเป็นอยู่ Theophan ผู้สันโดษ เป็นพระออร์ธอดอกซ์ มีชีวิตในคริสต์ศตวรรษที่ 19 เคยกล่าวไว้ว่า ในทุกหน้าที่การงานที่เราทำ ควรกระทำด้วยความยำเกรงพระเจ้า ด้วยหัวใจที่เปิดรับความคิดของพระเจ้าอย่างมั่นคง และนี่คือประตูที่จิตวิญญาณจะผ่านเข้าชีวิตที่เกิดผล... สิ่งสำคัญยิ่งยวดคือการที่ระลึกถึงความทรงจำในพระเจ้า และที่จะดำเนินชีวิตอยู่ต่อหน้าพระพักตร์พระองค์ Theophan ผู้สันโดษ ได้ย้ำเตือนว่า ความนึกคิด จิตใจของเราควรมุ่งตรงไปที่องค์พระผู้เป็นเจ้า และเราควรจะเห็นและเข้าใจโลกในพระองค์และตามทางของพระองค์ และนี่คือสิ่งที่ท้าทายคริสเตียนโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ทำหน้าที่อภิบาล เป็นการท้าทายให้เราสามารถข้ามผ่านรากฐานความแปลกแยกในชีวิตของเรา และ ดำเนินชีวิตที่สัมพันธ์สนิทกับพระองค์ กลยุทธ์และเป้าหมายของอำนาจชั่วที่ครอบงำโลกนี้คือการทำให้ตัวเราฉีกขาดออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ตัดขาดออกจากการทรงจำถึงพระเจ้า เราจะพบการกระทำมากมายของเราที่ทำให้เกิดการแปลกแยกฉีกขาดได้ไม่ยากเลย ทำให้เราระลึกได้ว่านี่เป็นความไร้ระเบียบ เป็นความสับสนในจุดยืนและการอุทิศถวายตัวของเรา เมื่อเราไม่ได้ดำเนินชีวิตต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้า เราก็ไม่สามารถที่จะเป็นความทรงจำที่มีชีวิตอยู่ขององค์พระผู้เป็นเจ้าในชีวิตของเรา แล้วเราจะกลายเป็นคนแปลกหน้าในแผ่นดินที่แปลกตา และลืมไปว่าเรามาจากไหน และกำลังจะไปไหน เราจึงไม่ได้เป็นทางที่ช่วยให้ผู้คนมีประสบการณ์กับพระเจ้า ถ้าเช่นนั้น แทนที่เราจะดำเนินอยู่ต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้า เราเริ่มดำเนินในวงจรอุบาทว์ และดึงเอาคนอื่นเข้าไปในวงจรอุบาทว์นั้นด้วย เมื่อเราตกอยู่ในวงจรอุบาทว์ เมื่อแรกเริ่มผู้คนจะเห็นและดูเหมือนว่า เรามีความมุ่งมั่นศรัทธามากกว่าความเป็นจริง แต่จะเห็นเช่นนี้ไปได้ไม่นานนัก ความคิดที่ถูกครอบงำได้เน้นการทำพันธกิจที่มีความเป็นมืออาชีพทำให้เรามั่นใจในความสามารถของเราเอง ทักษะที่เรามี เท็คนิก วิธีการ โครงการ โปรแกรมที่เราทำ แต่ในการกระทำสิ่งเหล่านี้เราได้หลุดลอยออกจากความสัมพันธ์ที่ทรงเรียกให้เราเป็นผู้เชื่อมโยงประสานระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า ความสำคัญมิได้ขึ้นอยู่กับว่าเราทำอะไร เราทำอย่างไร แต่ที่สำคัญคือเราเป็นใครกันแน่ เราจะต้องระมัดระวังว่า เราจะหลงคิดไปว่าคุณค่าที่มีอยู่ในทุกวันนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราพูดและสิ่งที่เราทำ แต่จากประสบการณ์ช่วยให้ผมเห็นชัดเจนขึ้นว่า เมื่อสิ่งที่ผมกระทำเข้ามายึดครองพื้นที่ชีวิตประจำวันของผม ความจริงก็คือว่าสิ่งเหล่านี้ได้ปิดกั้นผมจากการฟังสิ่งที่พระเจ้าตรัสกับผมในทุกทางที่พระองค์ประสงค์ และนี่คือตัวขัดขวางผมที่จะมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับพระเจ้าก่อนที่จะพูดหรือกระทำในชีวิตประจำวัน ในที่นี้มิได้ทำให้การฝึกฝนอบรมการอภิบาลหรือการทำพันธกิจให้มีความสำคัญลดน้อยลง แต่ในที่นี้ต้องการเสนอว่า การฝึกฝนอบรมนี้จะเกิดผลก็ต่อเมื่อการฝึกอบรมนี้อยู่ในบริบทการเสริมสร้างบ่มเพาะจิตวิญญาณ ที่เราให้ความสนใจถึงวิถีการดำเนินชีวิตเป็นประการแรก มิใช่มุ่งความสนใจไปที่ผู้คนที่เราจะทำงานด้วย แต่มุ่งความสนใจไปที่พระเจ้าก่อน มิใช่การดำเนินชีวิตต่อหน้าใครคนใดคนหนึ่งที่เรียกร้องความสนใจจากเรา แต่ให้เราดำเนินชีวิตต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้า นี่คือการมุ่งเน้นที่ชีวิตจิตวิญญาณ กล่าวโดยสังเขปคือ เราต้องสามารถแยกแยะชัดเจนว่า เรากำลังทำงานรับใช้บริการออกจากความจำเป็นต้องการของเราที่ต้องการให้คนอื่นรักคนอื่นชอบ ให้คนอื่นยกย่องสรรเสริญ หรือให้คนอื่นนับหน้าถือตา หรือเรากำลังรับใช้และบริการให้ผู้คนได้เชื่อมโยงสัมพันธ์กับพระเจ้าเพื่อได้รับการเยียวยารักษาบาดแผลในชีวิต ในยุคนี้เรามักคิดถึงการทำพันธกิจเพื่อตอบสนองความต้องการจำเป็นของผู้คนว่า เป็นงานใหญ่งานสำคัญของการทรงเรียกของพระเจ้า แต่ถ้าเราศึกษาเจาะลึกลงในพระคัมภีร์ดูเหมือนพระคัมภีร์มิได้คิดเห็นเช่นนี้ สิ่งที่เป็นอันดับแรกที่พระคริสต์ให้การเอาใจใส่คือการเชื่อฟังพระบิดา การดำเนินชีวิตต่อหน้าพระพักตร์ของพระเจ้าเสมอ จากนั้น พระคริสต์ก็จะได้รับความชัดเจนว่าพระองค์มีภาระหน้าที่อะไรที่จะต้องทำเมื่อสัมผัสสัมพันธ์กับประชาชน และแนวทางนี้พระคริสต์ได้ชี้นำแก่สาวกของพระองค์ด้วยเช่นกัน “8พระบิดาของเราทรงได้รับพระเกียรติเพราะเหตุนี้ คือเมื่อพวกท่านเกิดผลมากและเป็นสาวกของเรา” (ยอห์น 15:8) เราคงต้องเตือนตนเองอยู่เสมอว่า พระบัญชาประการแรกคือ การที่เราแต่ละคนรักพระเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจ สิ้นสุดความคิด จิตวิญญาณของเรา แต่ในความเป็นจริงแล้วเมื่อเราทำพันธกิจเรามักจะรักเพื่อนบ้านด้วยสุดจิตสุดใจ สิ้นสุดความคิดของเราแก่คนที่เรารับใช้บริการมากกว่า แล้วพยายามสุดกำลังที่จะไม่ลืมพระเจ้า หรืออย่างน้อยเรามักรู้สึกว่า เราควรให้ความสนใจของเราแก่พระเจ้าและเพื่อนบ้านที่เสมอเท่ากัน แต่พระคริสต์ได้สำแดงจุดยืนในเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาชัดเจนว่า ให้เราอุทิศถวายชีวิตของเราแด่พระเจ้าแต่ผู้เดียว พระเจ้าประสงค์จิตใจทั้งดวงของเรา พระองค์ประสงค์ความคิดนึกทั้งสิ้นของเรา และทั้งสิ้นในชีวิตจิตวิญญาณของเรา ด้วยการที่เรามีความรักต่อพระเจ้าอย่างไม่มีเงื่อนไขและรักหมดทั้งชีวิตจิตใจที่นำเราเอาใจใส่เพื่อนมนุษย์ของเรา มิใช่เป็นกิจกรรมที่พระเจ้าสั่งให้ทำ หรือ เป็นการทำเพื่อให้เป็นที่สนใจจากพระเจ้า แต่การที่สำแดงออกถึงการที่เรารักพระเจ้าที่ทรงสำแดงพระองค์เองแก่เราในฐานะทรงเป็นพระเจ้าแห่งมนุษยชาติทั้งหลาย เป็นเพราะเราอยู่ในพระเจ้าเราจึงพบเพื่อนมนุษย์ของเราและค้นพบความรับผิดชอบของเราต่อเพื่อนมนุษย์เหล่านี้ เราสามารถกล่าวได้ว่า เพราะการที่เราอยู่ในพระเจ้าเพื่อนมนุษย์จึงเป็นเพื่อนบ้านของเรา แทนที่จะเป็นแบบต่างคนต่างอยู่ เพราะการอยู่ในพระเจ้า และ โดยทางของพระองค์เท่านั้นที่การรับใช้บริการเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ มีบางคนที่มีมุมมองและความคิดว่า เพราะการที่เรารับใช้และบริการแก่เพื่อนบ้าน จึงทำให้เรามีสัมพันธภาพกับพระเจ้า เพราะคำกล่าวที่ว่า ที่เรากระทำกับเพื่อนบ้านก็เหมือนกระทำกับพระคริสต์ (มัทธิว 24:34-40) เป็นความจริงหรือมีความเป็นไปได้ว่าพระเจ้าสามารถพบกับเราท่ามกลางเพื่อนบ้านของเรา แต่เรื่องนี้เราไม่ควรสับสนกับสัมพันธภาพของพระเจ้ากับเรา และความสัมพันธ์ของเรากับเพื่อนบ้านของเรา เพราะพระเจ้าทรงรักเราก่อน เราจึงเรียนรู้ที่จะรักคนอื่น เรียนรู้ที่จะรักเพื่อนบ้าน มากกว่าที่เราจะให้ทรัพย์สินสิ่งของแก่เพื่อนบ้าน ดังนั้น เพราะการที่เรารักพระเจ้าก่อน จึงทำให้เราได้รู้จักที่รักคนอื่น เพราะคนอื่นก็เป็นคนที่พระเจ้าทรงรักด้วย การที่เราเติบโตขึ้นในความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระคริสต์นั้นเป็นแหล่งพลังของการกระทำของเราในสังคมชุมชนโลกนี้ ดังนั้น การที่เราจะเป็นความทรงจำที่มีชีวิตอยู่ของพระเจ้า เราต้องการเอาใจใส่ประการแรกกับความสนิทใกล้ชิดของเราเองกับพระเจ้า เมื่อเราได้ยิน เห็น มองดู และสัมผัสกับพระวจนะที่มีชีวิต เราจึงไม่สามารถทำสิ่งอื่นได้นอกจากเป็นความทรงจำที่มีชีวิตของพระเจ้า เมื่อชีวิตของเราเชื่อมโยงสัมพันธ์กับพระองค์ เราก็จะกล่าวถึงพระองค์ ร้องสรรเสริญพระองค์ และประกาศถึงพระราชกิจอันอานุภาพของพระองค์ ที่กระทำเช่นนี้มิใช่เพราะพันธะผูกพัน แต่กระทำด้วยเสรีภาพ แต่เป็นการตอบสนองด้วยความเต็มใจของเรา เพื่อให้การตอบสนองนี้ต่อเนื่องยืนนานยั่งยืน เราจำเป็นจะต้องก่อร่างสร้างวินัยชีวิต บ่มเพาะชีวิตจิตวิญญาณ และการอบรมและฝึกฝน แต่สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องรองจากการเปิดช่องทางให้ชีวิตของเรามีประสบการณ์กับพระเจ้า จำเป็นที่เราพึงตระหนักชัดด้วยว่า การอภิบาลชีวิตมิใช่งานเฉพาะของศิษยาภิบาลเท่านั้น แต่เป็นพันธกิจชีวิตของผู้เชื่อทุกคน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง มิใช่ศิษยาภิบาลทุกท่านที่กำลังอภิบาลชีวิตเพื่อนมนุษย์ ตำแหน่งสถานภาพชีวิตไม่สำคัญเท่ากับการที่แต่ละท่านเปิดชีวิตมีประสบการณ์ตรงกับพระเจ้าก่อน ประสบการณ์ตรงที่ได้รับการสัมผัสชีวิตจากพระคริสต์ ประสบการณ์ที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงและสร้างชีวิตใหม่จากพระองค์ และความสำนึกผูกพันใหม่ที่ยอมถวายให้พระองค์ใช้ชีวิตของเราแต่ละคนในการอภิบาลชีวิตคนรอบข้าง สรุป ผู้อภิบาลในฐานะผู้เยียวยารักษาความทรงจำมีประเด็นสำคัญ 3 ประการคือ ประการแรก ผู้อภิบาลเยียวยารักษาโดยการช่วยให้ระลึกถึงความทรงจำ ประการที่สอง เขาช่วยให้ระลึกความทรงจำด้วยการยอมรับบาดแผลชีวิตในอดีตที่มีในแต่ละคน แล้วเชื่อมโยงบาดแผลชีวิตเหล่านั้นกับบาดแผลชีวิตของมนุษยชาติ ที่พระเจ้าทรงทนทุกข์เพื่อกอบกู้ผู้คนเหล่านั้นที่มีบาดแผลในชีวิตด้วยพระองค์เอง ประการสุดท้าย การช่วยให้ระลึกถึงความทรงจำนี้ส่วนมากแล้วมิได้เกิดขึ้นเพราะสิ่งที่ผู้อภิบาลพูดหรือทำ แต่โดยชีวิตของผู้อภิบาลที่ติดสนิทแนบกับพระเจ้าในพระเยซูคริสต์ นี่ย่อมหมายความว่า การเป็นผู้เยียวยารักษาความทรงจำนั้นต้องการชีวิตจิตวิญญาณที่มีคุณภาพ ชีวิตจิตวิญญาณที่มีความเชื่อมโยงสัมพันธ์ติดสนิทกับพระเจ้า เป็นการดำเนินชีวิตที่เป็นหนึ่งเดียวในพระองค์ แล้วเราจะเห็นสิ่งสำคัญนี้ในชีวิตประจำวันของผู้อภิบาลได้อย่างไรบ้าง? เราสามารถเห็นได้จากชีวิตที่ภาวนาอธิษฐานของผู้อภิบาล ในที่นี้มิได้มุ่งหมายถึงพิธีการอธิษฐาน (วิธีการอธิษฐาน, จำนวนมากน้อยครั้งในการอธิษฐาน, การอธิษฐานสั้นยาวแค่ไหน, ไพเราะใช้ศัพท์อย่างถูกต้องแค่ไหน และ ฯลฯ) แต่มุ่งหมายถึงชีวิตของผู้อภิบาลเชื่อมโยงติดสนิทกับพระคริสต์ เป็นชีวิตที่ห่วงใยเอาใจใส่การใคร่ครวญ การรำพึงภาวนา การสนทนาใกล้ชิดกับพระเจ้าท่ามกลางสภาพชีวิตทุกเรื่องทุกสถานการณ์ เราสามารถเห็นได้จากชีวิตของผู้อภิบาลที่เชื่อมโยงสัมพันธ์ติดสนิทกับพระคริสต์นั้น เป็นชีวิตที่แสวงหาการทรงเปิดเผยถึงการรับใช้และให้บริการแก่เพื่อนบ้านที่พบเห็นในแต่ละวัน เราสามารถเห็นได้จากพันธกิจที่ผู้อภิบาลให้การอบรม ฟูมฟักชีวิต และการบ่มเพาะความเชื่อและชีวิตคริสเตียน เป็นกระบวนการที่เอื้ออำนวยและเปิดเผยให้เห็นถึงธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ และสามารถใช้ความรู้และปัญญาที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่มนุษยชาติในกระบวนการเสริมสร้างและหนุนเสริมคุณภาพชีวิตจิตวิญญาณของคนที่ผู้อภิบาลสัมพันธ์ เกี่ยวข้อง และเลี้ยงดู เราสามารถเห็นได้จากพันธกิจในเรื่องการภาวนาอธิษฐานมิใช่เรื่องพิธีการ หรือ วิธีการภายนอกที่เราสามารถมองเห็นเท่านั้น เพราะถ้าผู้อภิบาลคือผู้ที่เยียวยารักษาบาดแผลชีวิตความทรงจำในอดีตของแต่ละคนในพระคริสต์แล้ว ผู้อภิบาลจำเป็นต้องมีความนึกคิดและน้ำพระทัยแบบพระคริสต์ในตัวเขาในการกระทำสิ่งต่างๆ และการกระทำสิ่งต่างๆตามความนึกคิดและน้ำพระทัยแบบพระคริสต์เป็นการอธิษฐานที่ทรงคุณค่าและเปี่ยมด้วยพลัง ประการสุดท้าย เราสามารถเห็นได้จากชีวิตของผู้อภิบาลที่มิได้เอาชีวิตของตนเป็นตัวตั้ง แต่ให้คุณค่าความสำคัญชีวิตของพระคริสต์ในชีวิตของผู้คนนั้นสำคัญยิ่ง เป้าหมายปลายทางสูงสุดคือ พระคริสต์ในตัวเราต่างหากที่เป็นผู้นำการเยียวยารักษาที่แท้จริงให้เกิดขึ้น พระคริสต์เท่านั้นสามารถลงลึกถึงความแปลกแยกในชีวิตของเราแต่ละคน และทรงสร้างเสริมฟื้นฟูชีวิตที่ฉีกขาดของเราขึ้นใหม่ ทรงเย็บชุนเชื่อมต่อชีวิตเรากับพระเจ้า และเชื่อมสัมพันธ์ของเรากับเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆที่อยู่รอบข้าง

ความคิดเห็น