เรื่องเล่า
ประวัติครอบครัวนางนาอื่อ จะแล
นางนาอื่อ จะแล อายุ 30 ปี เป็นชาวบ้านเจียจันทร์ เคยแต่งงานครั้งแรกเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วกับนายจะคะ ปะปู มีบุตรธิดา 1 คน คือเด็กหญิงนิชชา ปะปู ปัจจุบันอายุ 10 ปี กำลังเรียนอยู่ชั้น ป.4 โรงเรียนบ้านเมืองนะ ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ สามีคนแรกเสียชีวิตเมื่อบุตรสาวอายุได้ 2 เดือน หลังจากนั้นไม่นานได้อยู่กินกับแฟนใหม่ชื่อนายจะสี จะลอ มีบุตรด้วยกัน 2 คน ชื่อเด็กชายจะสอ จะแล และเด็กชายยะแฮ จะแล นายจะสี จะลอ ได้ด่วนจากไปด้วยโรควัณโรคเมื่อปี 2006 ครอบครัวนางนาอื่อ จะแล ปัจจุบันไม่มีที่ดินและบ้านเป็นของตัวเองแล้ว อาศัยอยู่บ้านญาติสามีคนแรกที่เสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งอยู่ด้วยกันอย่างแออัด 11 คนในบ้านหลังเล็กๆ(ประมาณ2.5x4 เมตร)
ครอบครัวนางนาอื่อ จะแล ในปัจจุบัน มีความลำบากมาก หลังจากที่สามีล้มป่วยและเสียชีวิตไป เนื่องจากต้องหาเลี้ยงครอบครัวด้วยตนเองตามมีตามเกิด และลำบากมากขึ้นเมื่อนางนาอื่อ จะแล ต้องมาโดนโรคฉวยโอกาสรุมเร้า (มีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นหน้าอก จุกเสียด หายใจไม่ทั่วท้องและทานอาหารไม่ได้) แต่ไม่มีเงินค่าไปหาหมอ,ไม่มีเงินซื้อยา,ซื้ออาหาร หายืมที่ไหนไม่ได้กลัวไม่ได้คืน เนื่องจากชาวบ้านมีความสงสัยอยู่ตลอดเวลาว่าสามีของนางเป็นอะไรตายกันแน่(ใช่โรคเอดส์หรือเปล่า?แต่...มีคนบอกว่าเป็นวัณโรคตาย) ท้ายสุดแล้วจึงจำเป็นต้องยกที่ดินและบ้านขายให้กับผู้อื่นเพื่อนำเงินมาซื้อยา,และซื้ออาหารให้ลูกน้อยๆ 3 คน แต่ไม่นานเงินที่ได้ก็หมดอีก นอกจากเรื่องโรคต่างๆแล้วยังมีปัญหาอื่นๆอีกคือเรื่องของสถานะบุคคลทางกฏหมาย เนื่องจากนางนาอื่อ จะแล และบุตรชาย 2 คน นั้นไม่มีเอกสารใดๆเลย ยกเว้นน้องณิชชา ปะปู ซึ่งมีสูจิบัตร(ใบเกิด) แต่ก็ยังไม่ได้โอนสัญชาติด้วยเช่นกันซึ่งก็เท่ากับว่าทั้งหมดเป็นบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย จึงไม่มีสิทธิใดในเรื่องของการใช้สวัสดิการของรัฐไม่ว่าสิทธิการรักษา ค่ารักษาพยาบาลต่างๆจะต้องจ่ายเอง ไม่สามารถเดินทางออกนอกหมู่บ้านได้หากไม่มีใบผ่านด่าน ทำให้ครอบครัวของนางนาอื่อ จะแล ประสบปัญหาเป็นอย่างมาก และมาลำบากมากขึ้นเมื่อนางนาอื่อ จะแล ป่วยหนัก (เมื่อวันที่ 22-28 สิงหาคม 08 ได้รับการช่วยเหลือจากCAMช่วยออกค่าเดินทางไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลเชียงดาวโดยมีอาสาสมัครของCAMอาจารย์ อานนท์ จะบู ช่วยนำส่งและช่วยเป็นล่ามให้) โดยเสียค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นจากการป่วยครั้งนี้
หลังจากออกจากโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2008 โดยเจ้าหน้าที่CAM ได้ไปรับ-ส่งกลับถึงที่บ้านระหว่างทางกลับไปบ้านนั้นก็ได้ยินเสียงบ่นว่าหลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลไปถึงบ้านแล้วจะทำอย่างไรหากเกิดเจ็บป่วยขึ้นอีกครั้ง จะเอาอะไรกิน? จะได้รับการช่วยเหลืออย่างยั่งยืนที่ไหน? แบบใด? ในเรื่องสุขภาพ สังคม เศรษฐกิจ เนื่องจากยังมีลูกน้อยอีก 3 คน ที่ต้องการการเลี้ยงดู การช่วยเหลือจากผู้เป็นแม่ แล้วใครล่ะที่จะช่วยเหลือเรา? เนื่องจากที่บ้านของอดีตสามีก็กำลังมีข่าวว่าหากนางนาอื่อ จะแล เป็นเอดส์กลับมาที่บ้านอาจจะไม่ให้อยู่ด้วย ไม่มีอาหาร ไม่มีเงิน (หยุด....ถอนหายใจ...เฮ้อ..........!)เราจะอยู่กันอย่างไรซึ่งปัจจุบันก็ต้องอยู่อย่างอดๆอยากๆอยู่แล้ว?
จากการติดตามเยี่ยมที่โรงพยาบาลเมื่อ(25/08/2008)นางนาอื่อ จะแล ได้เล่าให้ฟังว่าบางวันลูกชายสองคนต้องไปขอแบ่งอาหารจากพระที่มาบิณฑบาตในหมู่บ้านเพื่อนำมาแบ่งกินกันในบ้าน แม้ว่ายังมีญาติทางสามีก็ไม่อาจช่วยเหลือได้เนื่องจากต่างหาเช้ากินค่ำด้วยเช่นกัน นางนาอื่อ จะแล ได้เล่าต่อว่าถ้าหากมีองค์กร/บุคคลใจบุญที่อยากจะเอาลูกไปอุปการะ(เด็กชาย 2 คน)ก็อยากให้เอาไปดูแลเนื่องจากจนปัญญาที่จะเลี้ยงลูก เพราะตนเองก็กำลังป่วยหนัก ลูกๆต้องอยู่อย่างอดๆอยากๆ สงสารลูกมาก คิดว่าถ้าไปอยู่กับคนอื่นคงจะดีกว่า มีอนาคตที่แน่นอนกว่าอยู่กับตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของปัจจัยสี่ โดยเฉพาะเรื่องของการขอสัญชาติ/สถานะบุคคล ซึ่งเป็นไปได้ยากมากหากไม่มีเงินก็ไม่มีใครที่จะช่วยเหลือเลย เมื่อก่อนหน้านี้คิดๆดูแล้วตนเองรู้สึกน้อยใจที่ต้องมาเจอปัญหามากมายเช่นนี้อยากลองไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลสักครั้งก็ไม่ได้ไปเนื่องจากไม่มีเงินค่าเดินทาง ค่ารักษาที่จะต้องจ่ายเองเพราะไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน การออกนอกพื้นที่หมู่บ้านได้ต้องทำใบผ่าน ไปถึงโรงพยาบาลแล้วก็ไม่สามารถสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ของรัฐฯได้อีก แต่ดิฉันเริ่มจะมามีความหวังมากขึ้นเมื่อมีอาจารย์คริสต์มาเยี่ยมที่บ้านแต่ยังไม่กล้าที่จะบอกความจริงที่ต้องการให้การช่วยเหลือ (มีคนมาคอยด่าสาปแช่งด้วยหาว่าเราไม่สนใจไปรักษาตัวทั้งๆที่มีคนต้องการช่วยเหลือ)แต่สุดท้ายทนต่อการเจ็บป่วยไม่ไหวจึงได้ไปขอรับคำปรึกษาจากผู้นำคริสจักร(อาจารย์อานนท์ จะบู เป็นอาสาสมัครของCAM) ซึ่งต่อมาอาสาสมัครก็ได้นำเรื่องนี้มาบอกกับทางเจ้าหน้าที่ของพันธกิจเอดส์ฯและได้ส่งตัวมารับการรักษาที่โรงพยาบาลเชียงดาวตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น
หลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลแล้วกลับไปรักษาตัวต่อที่บ้านหมอก็นัดมาดูอาการเป็นประจำซึ่งหมอบอกว่าไม่เป็นอะไรแต่คนไข้นางนาอื่อ จะแล ก็บอกว่าปวดหัวมาก จนกระทั่งมาถึงวันที่ 16 /12/ 2008 ปวดหัวยังไม่หายหมอจึงได้เจาะไขสันหลังมาตรวจหาเชื้อ และให้มาฟังผลเดือน 5 มกราคม 2009 ซึ่งหมอก็แจ้งผลการตรวจว่าไม่เจออะไร จึงได้แต่ยากลับไปรักษาตัวที่บ้านต่อ จนถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2009 อาสาสมัคร อาจารย์อานนท์ จะบู รายงานมาว่านางนาอื่อ จะแล ปวดหัวอย่างหนักจนหน้ามืดล้มลงไปขณะที่กำลังเดินทางมาหาอาจารย์อานนท์พร้อมกับลูกชายสองคน ซึ่งลูกชายสองคนนั้นก็คิดว่าแม่หกล้มลงเพราะสะดุดเฉยๆจึงได้ยืนดูและหัวเราะเป็นจังหวะเดียวกันกับภรรยาของอาจารย์อานนท์มาเจอพอดีจึงได้ช่วยทัน แล้วได้นำมาส่งโรงพยาบาล ซึ่งหมอก็ได้เจาะไขสันหลังอีกครั้งทีนี้บอกว่าเป็นเชื้อราขึ้นสมองและได้เติมน้ำยาแอมโฟร์ให้ อาการเริ่มดีขึ้นมานิดหน่อยแต่ก็ร้องโวยวายตลอดเวลา ระหว่างที่นอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลนั้นน้องนิชชา ปะปู ซึ่งเป็นบุตรสาวคนโต(คนละบิดากับน้องชายสองคน)ก็ได้มานอนเฝ้าแม่ตลอดเวลาเนื่องจากว่าไม่มีญาติสายตรงทำให้ต้องขาดเรียนในระหว่างนี้ซึ่งก็ทำให้ย่าที่ได้ดูแลมาตั้งแต่เล็กๆก็ไม่พอใจเป็นอย่างมากเพราะเขาเป็นคนดูแลเด็กหญิงนิชชา ปะปู มาตั้งแต่เด็ก(เขาไม่เคยให้การดูแลเลยย่ากล่าว) เนื่องจากไปมีสามีใหม่ จึงกล่าวหาหลายอย่างว่าเป็นคนไม่ดีบ้าง เอาเสนียดจรรไรเข้ามาสู่บ้านบ้าง ในระหว่างนี้ก็ได้เอาเด็กชายสองคนไปฝากไว้กับย่าด้วยจึงเกิดปัญหาต่างๆมากมาย จนในที่สุดย่าก็เกิดอาการไม่อยากดูแลหลาน(เด็กชายสองคน) และจะกลับไปตามเด็กหญิงนิชชา ปะปู กลับมาเรียนหนังสือด้วย และก็ไปตามกลับมาจริงๆด้วย จนไม่มีคนดูแลนางนาอื่อ จะแล ซึ่งเป็นคนพูดไม่ได้ ฟังไม่ออกเลยภาษาไทย จึงเกิดอาการเครียดหนัก (เครียดทั้งคนดูแล หมอ และคนไข้) ในช่วงระหว่างที่นอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเชียงดาวนั้นทั้งอาสาสมัครและเจ้าหน้าที่CAMก็ได้ให้การติดตามเยี่ยมเป็นประจำอย่างน้อยสุดอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง แต่ในที่สุดอาการไม่ดีขึ้นแต่กลับแย่ลงๆ และมาเสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2009 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทางเจ้าหน้าที่CAM ได้ไปศึกษาดูงานที่เมืองสิบสองปันนาประเทศจีนอยู่ ทำให้อาสาสมัครรับภาระหนักคือจะทำอย่างไรกับศพไม่รู้จะไปปรึกษากับใคร? จะเอากลับมาที่ชุมชนก็ไม่ได้เพราะไม่มีญาติจึงบอกกับโรงพยาบาลว่าฝากให้กับโรงพยาบาลแล้วกัน ซึ่งโรงพยาบาลเองก็เข้าใจว่าช่วยฝากศพแช่เย็นไว้ที่โรงพยาบาล จึงได้เก็บไว้ให้ ส่วนอาสาสมัครก็ได้รายงานให้ฟังว่าศพนางนาอื่อ จะแล ได้ให้โรงพยาบาลจัดการเรียบร้อยแล้ว ทางเจ้าหน้าที่CAM ก็เลยบอกว่าโอเค ดีแล้ว แต่แล้วก็มีเสียงโทรศัพท์จากโรงพยาบาลเชียงดาวเข้ามาที่โทรศัพท์ของเจ้าหน้าที่CAMเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2009 ว่าจะเอาอย่างไรกับศพนางนาอื่อ จะแล ที่ฝากไว้เป็นเดือนแล้ว? ทำให้ตกใจหมดเลย สุดท้ายจึงต้องขึ้นไปจัดการโดยเซ็นต์ให้โรงพยาบาลช่วยเป็นผู้เผาให้ ในวันนั้นได้ขึ้นไปเยี่ยมที่บ้านและชุมชนด้วยก็ได้เล่าเรื่องนี้ให้ฟังแล้วก็ตลกไปตามๆกัน(บทเรียนเรื่องนี้ทำให้เรารูว่าการสื่อสารที่ไม่เข้าใจทำให้เป็นอุปสรรค/ปัญหาที่ตามมา)

เรื่องแม่ก็จบไปแล้วแต่ยังคงมีเรื่องที่จะต้องทำต่อไปคือเรื่องของลูกๆของนางนาอื่อ จะแล เนื่องจากไม่มีคนดูแลสำหรับลูกชายสองคน ส่วนคนโตนั้นย่าเป็นคนดูแลต่อไป จึงสรุปได้ว่าจะเอาไปอยู่ศูนย์ดูแลเด็กที่บ้านแม่กรในขององค์กรคริสเตียน แต่ทางศูนย์ก็ขอให้ช่วยทำใบสถานะบุคคลสำหรับเด็กทั้งสองก่อนก่อน ตอนนี้จึงมืดแปดด้านเนื่องจากเขาไม่ทีญาติเหลืออยู่เลยทั้งญาติทางบิดาและมารดา มีเพียงพี่สาวต่างบิดาเท่านั้นซึ่งก็ยังเด็กอยู่ไม่สามารถช่วยอะไรได้ ไปขอให้ผู้ใหญ่บ้านช่วยก็ไม่มีวี่แววเพราะต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก สรุปแล้วตอนนี้จึงฝากให้อยู่บ้านอาสาสมัครดูแลไปก่อนสำหรับเด็กชายทั้งสองโดยทางCAMช่วยสมทบค่าอาหารให้

รายงานโดย
สมเดช พรนิสกุล
เจ้าหน้าที่พันธกิจเอดส์
30/03/2009
นางนาอื่อ จะแล อายุ 30 ปี เป็นชาวบ้านเจียจันทร์ เคยแต่งงานครั้งแรกเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วกับนายจะคะ ปะปู มีบุตรธิดา 1 คน คือเด็กหญิงนิชชา ปะปู ปัจจุบันอายุ 10 ปี กำลังเรียนอยู่ชั้น ป.4 โรงเรียนบ้านเมืองนะ ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ สามีคนแรกเสียชีวิตเมื่อบุตรสาวอายุได้ 2 เดือน หลังจากนั้นไม่นานได้อยู่กินกับแฟนใหม่ชื่อนายจะสี จะลอ มีบุตรด้วยกัน 2 คน ชื่อเด็กชายจะสอ จะแล และเด็กชายยะแฮ จะแล นายจะสี จะลอ ได้ด่วนจากไปด้วยโรควัณโรคเมื่อปี 2006 ครอบครัวนางนาอื่อ จะแล ปัจจุบันไม่มีที่ดินและบ้านเป็นของตัวเองแล้ว อาศัยอยู่บ้านญาติสามีคนแรกที่เสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งอยู่ด้วยกันอย่างแออัด 11 คนในบ้านหลังเล็กๆ(ประมาณ2.5x4 เมตร)
ครอบครัวนางนาอื่อ จะแล ในปัจจุบัน มีความลำบากมาก หลังจากที่สามีล้มป่วยและเสียชีวิตไป เนื่องจากต้องหาเลี้ยงครอบครัวด้วยตนเองตามมีตามเกิด และลำบากมากขึ้นเมื่อนางนาอื่อ จะแล ต้องมาโดนโรคฉวยโอกาสรุมเร้า (มีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นหน้าอก จุกเสียด หายใจไม่ทั่วท้องและทานอาหารไม่ได้) แต่ไม่มีเงินค่าไปหาหมอ,ไม่มีเงินซื้อยา,ซื้ออาหาร หายืมที่ไหนไม่ได้กลัวไม่ได้คืน เนื่องจากชาวบ้านมีความสงสัยอยู่ตลอดเวลาว่าสามีของนางเป็นอะไรตายกันแน่(ใช่โรคเอดส์หรือเปล่า?แต่...มีคนบอกว่าเป็นวัณโรคตาย) ท้ายสุดแล้วจึงจำเป็นต้องยกที่ดินและบ้านขายให้กับผู้อื่นเพื่อนำเงินมาซื้อยา,และซื้ออาหารให้ลูกน้อยๆ 3 คน แต่ไม่นานเงินที่ได้ก็หมดอีก นอกจากเรื่องโรคต่างๆแล้วยังมีปัญหาอื่นๆอีกคือเรื่องของสถานะบุคคลทางกฏหมาย เนื่องจากนางนาอื่อ จะแล และบุตรชาย 2 คน นั้นไม่มีเอกสารใดๆเลย ยกเว้นน้องณิชชา ปะปู ซึ่งมีสูจิบัตร(ใบเกิด) แต่ก็ยังไม่ได้โอนสัญชาติด้วยเช่นกันซึ่งก็เท่ากับว่าทั้งหมดเป็นบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย จึงไม่มีสิทธิใดในเรื่องของการใช้สวัสดิการของรัฐไม่ว่าสิทธิการรักษา ค่ารักษาพยาบาลต่างๆจะต้องจ่ายเอง ไม่สามารถเดินทางออกนอกหมู่บ้านได้หากไม่มีใบผ่านด่าน ทำให้ครอบครัวของนางนาอื่อ จะแล ประสบปัญหาเป็นอย่างมาก และมาลำบากมากขึ้นเมื่อนางนาอื่อ จะแล ป่วยหนัก (เมื่อวันที่ 22-28 สิงหาคม 08 ได้รับการช่วยเหลือจากCAMช่วยออกค่าเดินทางไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลเชียงดาวโดยมีอาสาสมัครของCAMอาจารย์ อานนท์ จะบู ช่วยนำส่งและช่วยเป็นล่ามให้) โดยเสียค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นจากการป่วยครั้งนี้
หลังจากออกจากโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2008 โดยเจ้าหน้าที่CAM ได้ไปรับ-ส่งกลับถึงที่บ้านระหว่างทางกลับไปบ้านนั้นก็ได้ยินเสียงบ่นว่าหลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลไปถึงบ้านแล้วจะทำอย่างไรหากเกิดเจ็บป่วยขึ้นอีกครั้ง จะเอาอะไรกิน? จะได้รับการช่วยเหลืออย่างยั่งยืนที่ไหน? แบบใด? ในเรื่องสุขภาพ สังคม เศรษฐกิจ เนื่องจากยังมีลูกน้อยอีก 3 คน ที่ต้องการการเลี้ยงดู การช่วยเหลือจากผู้เป็นแม่ แล้วใครล่ะที่จะช่วยเหลือเรา? เนื่องจากที่บ้านของอดีตสามีก็กำลังมีข่าวว่าหากนางนาอื่อ จะแล เป็นเอดส์กลับมาที่บ้านอาจจะไม่ให้อยู่ด้วย ไม่มีอาหาร ไม่มีเงิน (หยุด....ถอนหายใจ...เฮ้อ..........!)เราจะอยู่กันอย่างไรซึ่งปัจจุบันก็ต้องอยู่อย่างอดๆอยากๆอยู่แล้ว?
จากการติดตามเยี่ยมที่โรงพยาบาลเมื่อ(25/08/2008)นางนาอื่อ จะแล ได้เล่าให้ฟังว่าบางวันลูกชายสองคนต้องไปขอแบ่งอาหารจากพระที่มาบิณฑบาตในหมู่บ้านเพื่อนำมาแบ่งกินกันในบ้าน แม้ว่ายังมีญาติทางสามีก็ไม่อาจช่วยเหลือได้เนื่องจากต่างหาเช้ากินค่ำด้วยเช่นกัน นางนาอื่อ จะแล ได้เล่าต่อว่าถ้าหากมีองค์กร/บุคคลใจบุญที่อยากจะเอาลูกไปอุปการะ(เด็กชาย 2 คน)ก็อยากให้เอาไปดูแลเนื่องจากจนปัญญาที่จะเลี้ยงลูก เพราะตนเองก็กำลังป่วยหนัก ลูกๆต้องอยู่อย่างอดๆอยากๆ สงสารลูกมาก คิดว่าถ้าไปอยู่กับคนอื่นคงจะดีกว่า มีอนาคตที่แน่นอนกว่าอยู่กับตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของปัจจัยสี่ โดยเฉพาะเรื่องของการขอสัญชาติ/สถานะบุคคล ซึ่งเป็นไปได้ยากมากหากไม่มีเงินก็ไม่มีใครที่จะช่วยเหลือเลย เมื่อก่อนหน้านี้คิดๆดูแล้วตนเองรู้สึกน้อยใจที่ต้องมาเจอปัญหามากมายเช่นนี้อยากลองไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลสักครั้งก็ไม่ได้ไปเนื่องจากไม่มีเงินค่าเดินทาง ค่ารักษาที่จะต้องจ่ายเองเพราะไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน การออกนอกพื้นที่หมู่บ้านได้ต้องทำใบผ่าน ไปถึงโรงพยาบาลแล้วก็ไม่สามารถสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ของรัฐฯได้อีก แต่ดิฉันเริ่มจะมามีความหวังมากขึ้นเมื่อมีอาจารย์คริสต์มาเยี่ยมที่บ้านแต่ยังไม่กล้าที่จะบอกความจริงที่ต้องการให้การช่วยเหลือ (มีคนมาคอยด่าสาปแช่งด้วยหาว่าเราไม่สนใจไปรักษาตัวทั้งๆที่มีคนต้องการช่วยเหลือ)แต่สุดท้ายทนต่อการเจ็บป่วยไม่ไหวจึงได้ไปขอรับคำปรึกษาจากผู้นำคริสจักร(อาจารย์อานนท์ จะบู เป็นอาสาสมัครของCAM) ซึ่งต่อมาอาสาสมัครก็ได้นำเรื่องนี้มาบอกกับทางเจ้าหน้าที่ของพันธกิจเอดส์ฯและได้ส่งตัวมารับการรักษาที่โรงพยาบาลเชียงดาวตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น
หลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลแล้วกลับไปรักษาตัวต่อที่บ้านหมอก็นัดมาดูอาการเป็นประจำซึ่งหมอบอกว่าไม่เป็นอะไรแต่คนไข้นางนาอื่อ จะแล ก็บอกว่าปวดหัวมาก จนกระทั่งมาถึงวันที่ 16 /12/ 2008 ปวดหัวยังไม่หายหมอจึงได้เจาะไขสันหลังมาตรวจหาเชื้อ และให้มาฟังผลเดือน 5 มกราคม 2009 ซึ่งหมอก็แจ้งผลการตรวจว่าไม่เจออะไร จึงได้แต่ยากลับไปรักษาตัวที่บ้านต่อ จนถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2009 อาสาสมัคร อาจารย์อานนท์ จะบู รายงานมาว่านางนาอื่อ จะแล ปวดหัวอย่างหนักจนหน้ามืดล้มลงไปขณะที่กำลังเดินทางมาหาอาจารย์อานนท์พร้อมกับลูกชายสองคน ซึ่งลูกชายสองคนนั้นก็คิดว่าแม่หกล้มลงเพราะสะดุดเฉยๆจึงได้ยืนดูและหัวเราะเป็นจังหวะเดียวกันกับภรรยาของอาจารย์อานนท์มาเจอพอดีจึงได้ช่วยทัน แล้วได้นำมาส่งโรงพยาบาล ซึ่งหมอก็ได้เจาะไขสันหลังอีกครั้งทีนี้บอกว่าเป็นเชื้อราขึ้นสมองและได้เติมน้ำยาแอมโฟร์ให้ อาการเริ่มดีขึ้นมานิดหน่อยแต่ก็ร้องโวยวายตลอดเวลา ระหว่างที่นอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลนั้นน้องนิชชา ปะปู ซึ่งเป็นบุตรสาวคนโต(คนละบิดากับน้องชายสองคน)ก็ได้มานอนเฝ้าแม่ตลอดเวลาเนื่องจากว่าไม่มีญาติสายตรงทำให้ต้องขาดเรียนในระหว่างนี้ซึ่งก็ทำให้ย่าที่ได้ดูแลมาตั้งแต่เล็กๆก็ไม่พอใจเป็นอย่างมากเพราะเขาเป็นคนดูแลเด็กหญิงนิชชา ปะปู มาตั้งแต่เด็ก(เขาไม่เคยให้การดูแลเลยย่ากล่าว) เนื่องจากไปมีสามีใหม่ จึงกล่าวหาหลายอย่างว่าเป็นคนไม่ดีบ้าง เอาเสนียดจรรไรเข้ามาสู่บ้านบ้าง ในระหว่างนี้ก็ได้เอาเด็กชายสองคนไปฝากไว้กับย่าด้วยจึงเกิดปัญหาต่างๆมากมาย จนในที่สุดย่าก็เกิดอาการไม่อยากดูแลหลาน(เด็กชายสองคน) และจะกลับไปตามเด็กหญิงนิชชา ปะปู กลับมาเรียนหนังสือด้วย และก็ไปตามกลับมาจริงๆด้วย จนไม่มีคนดูแลนางนาอื่อ จะแล ซึ่งเป็นคนพูดไม่ได้ ฟังไม่ออกเลยภาษาไทย จึงเกิดอาการเครียดหนัก (เครียดทั้งคนดูแล หมอ และคนไข้) ในช่วงระหว่างที่นอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเชียงดาวนั้นทั้งอาสาสมัครและเจ้าหน้าที่CAMก็ได้ให้การติดตามเยี่ยมเป็นประจำอย่างน้อยสุดอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง แต่ในที่สุดอาการไม่ดีขึ้นแต่กลับแย่ลงๆ และมาเสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2009 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทางเจ้าหน้าที่CAM ได้ไปศึกษาดูงานที่เมืองสิบสองปันนาประเทศจีนอยู่ ทำให้อาสาสมัครรับภาระหนักคือจะทำอย่างไรกับศพไม่รู้จะไปปรึกษากับใคร? จะเอากลับมาที่ชุมชนก็ไม่ได้เพราะไม่มีญาติจึงบอกกับโรงพยาบาลว่าฝากให้กับโรงพยาบาลแล้วกัน ซึ่งโรงพยาบาลเองก็เข้าใจว่าช่วยฝากศพแช่เย็นไว้ที่โรงพยาบาล จึงได้เก็บไว้ให้ ส่วนอาสาสมัครก็ได้รายงานให้ฟังว่าศพนางนาอื่อ จะแล ได้ให้โรงพยาบาลจัดการเรียบร้อยแล้ว ทางเจ้าหน้าที่CAM ก็เลยบอกว่าโอเค ดีแล้ว แต่แล้วก็มีเสียงโทรศัพท์จากโรงพยาบาลเชียงดาวเข้ามาที่โทรศัพท์ของเจ้าหน้าที่CAMเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2009 ว่าจะเอาอย่างไรกับศพนางนาอื่อ จะแล ที่ฝากไว้เป็นเดือนแล้ว? ทำให้ตกใจหมดเลย สุดท้ายจึงต้องขึ้นไปจัดการโดยเซ็นต์ให้โรงพยาบาลช่วยเป็นผู้เผาให้ ในวันนั้นได้ขึ้นไปเยี่ยมที่บ้านและชุมชนด้วยก็ได้เล่าเรื่องนี้ให้ฟังแล้วก็ตลกไปตามๆกัน(บทเรียนเรื่องนี้ทำให้เรารูว่าการสื่อสารที่ไม่เข้าใจทำให้เป็นอุปสรรค/ปัญหาที่ตามมา)

เรื่องแม่ก็จบไปแล้วแต่ยังคงมีเรื่องที่จะต้องทำต่อไปคือเรื่องของลูกๆของนางนาอื่อ จะแล เนื่องจากไม่มีคนดูแลสำหรับลูกชายสองคน ส่วนคนโตนั้นย่าเป็นคนดูแลต่อไป จึงสรุปได้ว่าจะเอาไปอยู่ศูนย์ดูแลเด็กที่บ้านแม่กรในขององค์กรคริสเตียน แต่ทางศูนย์ก็ขอให้ช่วยทำใบสถานะบุคคลสำหรับเด็กทั้งสองก่อนก่อน ตอนนี้จึงมืดแปดด้านเนื่องจากเขาไม่ทีญาติเหลืออยู่เลยทั้งญาติทางบิดาและมารดา มีเพียงพี่สาวต่างบิดาเท่านั้นซึ่งก็ยังเด็กอยู่ไม่สามารถช่วยอะไรได้ ไปขอให้ผู้ใหญ่บ้านช่วยก็ไม่มีวี่แววเพราะต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก สรุปแล้วตอนนี้จึงฝากให้อยู่บ้านอาสาสมัครดูแลไปก่อนสำหรับเด็กชายทั้งสองโดยทางCAMช่วยสมทบค่าอาหารให้
รายงานโดย
สมเดช พรนิสกุล
เจ้าหน้าที่พันธกิจเอดส์
30/03/2009
ความคิดเห็น