ชีวิตวันนี้ของนายบะเม่ จะที 2

เรื่องเล่าจากชีวิตจริงของบะเม่


ชีวิตวันนี้ของนายบะเม่ จะที 2 นายบะเม่ จะที ในปัจจุบันยังคงพักฟื้นร่างกายและรักษาตัวอยู่ที่บ้านสบาย หากเราสังเกตดูเฉพาะภายนอกร่างกายแล้วดูดีขึ้นมามาก หลังจากที่ได้รับยาต้านไวรัส ควบคู่กับยารักษาวัณโรคทั้งๆที่เมื่อแพทย์ทำการตรวจวินิจฉัยแล้วไม่พบว่ามีเชื้อวัณโรคเลยเพียงแต่ว่าอาการที่เขากำลังเป็นอยู่นั้นเป็นเหมือนกับคนที่กำลังป่วยเป็นวัณโรค นี่ก็เป็นเวลาสองเดือนกว่าแล้วที่เขารับยาต้านไวรัสพร้อมยาวัณโรค ที่ผ่านมาเขาได้รับการช่วยเหลือในเรื่องของค่ารักษาจากบ้านสบายตลอดมาจนถึงเวลานี้ เมื่อเราดูจากภายนอกแล้วเหมือนร่างกายของเขาจะดีขึ้นมากและแข็งแรงกินอาหารได้ตามปกติทุกอย่าง แต่จากการให้คำปรึกษา / คำแนะนำ และพูดคุยปรากฏว่าเขาไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงเลย เขาจะรู้สึกอ่อนเพลียตลอดเวลา เมื่อเราถาม ได้เจาะลึกลงไปว่ากำลังคิดอะไรและตอนนี้รู้สึกอย่างไร? เขาก็บอกว่าคิดถึงบ้าน คิดถึงลูกและภรรยา ในที่สุดทางเจ้าหน้าที่บ้านสบายก็ได้ส่งเขากลับไปเยี่ยมที่บ้านเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2007 โดยได้ไปส่งเขาที่บ้านและปล่อยให้อยู่กับลูกและภรรยาหลายชั่วโมง แล้วจึงได้ไปรับกลับมาก็รู้สึกดูกระปรี่กระเปล่าขึ้นมามาก ทำให้ผู้ดูแลต่างโล่ง อกสบายใจขึ้นมาก ดูเหมือนทุกอย่างกำลังจะดีขึ้นแต่ปรากฏว่าไม่ใช่ ที่บอกว่าไม่ใช่เพราะยังคงดูซึมๆและชอบเก็บตัวเงียบๆอยู่เหมือนเดิมนั่นเอง จึงได้ให้คำปรึกษาอีกครั้งในด้านจิตใจและจิตวิณญาณ ซึ่งก็ได้ผลดีขึ้นมากเพราะแท้ที่จริงลึกๆแล้วเขากำลังกังวลในหลายๆเรื่องเช่นเรื่องภายในครอบครัวซึ่งกำลังเป็นห่วงว่าจะเอาอะไรกินดื่ม ใช้ เนื่องจากว่าตัวเขาเองนั้นไม่ได้มีส่วนอะไรในการทำไร่ / สวนในการทำมาหาเลี้ยงชีพ ภรรยาทำคนเดียว และทำได้ก็ไม่มากนัก เนื่องจากภรรยาทำสวนแล้วจะต้องหาเลี้ยงครอบครัวด้วยวันๆหนึ่งแทบจะไม่ได้หยุดเลย นอกจากวันอาทิตย์ เขารู้สึกท้อแท้เป็นบางครั้งที่ไม่ได้ช่วยภรรยาเลยเพราะป่วยตลอด เขามักจะพูดอยู่เสมอว่า เขาเองรู้สึกขอบคุณทางพันธกิจเอดส์ฯที่ได้นำเขาออกมารับการรักษาที่โรงพยาบาลแม่แตงก่อน แล้วได้นำมาฝากที่บ้านสบาย ถ้าไม่ได้พันธกิจเอดส์ฯแล้วเขาคงตายไปนานแล้ว นี่เป็นคำพูดที่เขามักจะพูดบ่อย และที่สำคัญอีกเรื่องที่เขารู้สึกกังวลคือในเรื่องของยาต้านไวรัสซึ่งเขาจะต้องกินไปจนตลอดชีวิต เนื่องจากเขาเองไม่มีบัตรประจำตัวประชาชนคนไทยและไม่มีเอกสารสิทธิใดๆเลย ถ้าหากบ้านสบายไม่ซื้อให้ หรือไม่มีบ้านสบายแล้วจะทำอย่างไร? เป็นคำถามที่มักจะเกิดขึ้นในใจเสมอจึงทำให้เกิดความว้าวุ่น กังวลใจตลอดสำหรับเขา เราจึงได้ให้คำปรึกษา และการอภิบาลในด้านจิตวิญญาณแก่เขา ว่าไม่ควรคิดอะไรให้มันมากเมื่อเราเป็นคริสเตียนเพราะว่าในพระคัมภีร์ของคริสตศาสนานั้นได้สอนไว้ว่า”แม้แต่นกที่บินอยู่ในย่านแห่งอากาศซึ่งไม่ได้ปลูก ไม่ได้หว่านอะไรเลยแต่มันยังมีกินตลอด”แล้วคนซึ่งเป็นบุคคลที่พระเจ้าทรงสร้างตามพระฉายานั้นพระเจ้าจะไม่ดูแลได้อย่างไร และยังกล่าวกำชับแก่เขาอีกว่าเราควรจะมอบความไว้วางใจในพระเจ้า แล้วตั้งหน้าตั้งตารักษาตัวดีกว่าเพราะหากเราคิดมากๆแล้วจะทำให้มีชีวิต จิตใจที่ไม่ดี คิดมาก แล้วจะนำไปสู่การเจ็บป่วยด้วยโรคแทรกซ้อนมากมาย จนในที่สุดนายบะเม่ จะที ก็ดูเหมือนจะเข้าใจมากขึ้น ที่นำเรื่องนี้มาแพร่มาเล่าสู่กันฟังเนื่องจากอยากให้เราได้รู้ ได้ทราบว่าการที่คนๆหนึ่งนั้นเมื่อเกิดการเจ็บได้ป่วยขึ้นมาแล้วจะรู้สึกอย่างไร และมีความต้องการสิ่งใดมากที่สุด และที่สำคัญนั้นอยากให้เรารู้และเข้าใจว่าที่พึ่งทางใจของคนแต่คนนั้นมันสำคัญมากไฉน? ซึ่งจากการติดตามดูนายบะเม่ จะที ในช่วงหลังนี้จะเห็นได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงในด้านพฤติกรรมมากขึ้นคือเขาเริ่มจะมีการพูดคุยกับเพื่อนๆมากขึ้น ไม่เก็บตัวเงียบเหมือนแต่ก่อน และอีกไม่นานก็จะได้กลับไปอยู่ที่บ้านกับครอบครัวต่อไปหลังวันที่ 25 กันยายน ศกนี้ แล้วจะมาเร่าเรื่องชีวิตของนายบะเม่ จะที ให้ฟังต่อไป

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

EXP.17 ปีพันธกิจสุขภาวะสภาคริสตจักรฯEP.1"ครอบครัวคริสเตียนกับสุขภาวะ(สุขภาพ)"

เที่ยวเมืองสิบสองปัันนา

สรุปผลการประชุมเวทีคืนสิทธิ