บทเรียนจากการทัศนะศึกษา
เรื่อง “ความสัมพันธ์ ธรรมชาติกับวิถีชีวิตชุมชน”ชาวดอย””
การทรรศนะศึกษาเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ทางพันธกิจเอดส์ฯได้นำมาใช้กับกลุ่มเพื่อนแรงใจเมืองนะเพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจและจิตวิญญาณให้กับพี่น้องที่ประสบปัญหาวิกฤติชีวิตในพื้นที่บนดอย อีกทั้งการทัศนะศึกษาครั้งนี้เป็นการไปเพื่อสืบสานวัฒนธรรมประเพณีทางด้านความเป็นอยู่และวิถีชีวิตชุมชนแบบดั้งเดิมในการพึ่งพาอาศัยธรรมชาติเพื่อดำรงชีวิตแก่ชนรุ่นใหม่ที่กำลังถูกกลมกลืนไปกับวิถีชีวิตชุมชนแบบคนสมัยใหม่โดยมีสื่อเทคโนโลยีที่ทันสมัยและคนรุ่นใหม่กำลังตกเป็นทาส แต่ขณะเดียวกันวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมกำลังจะสูญสิ้นในเร็วนี้หากไม่มีการฟื้นฟูหรือสืบสานให้กับชนรุ่นหลัง จึงได้มีโครงการนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2014 ณ ต้นน้ำแม่ปิง บ้านเมืองนะ ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ การทัศนะศึกษาครั้งนี้เราได้ทำอะไรบ้าง? เกิดผลอย่างไร? โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ
1.เพื่อการฟื้นฟูสภาพจิตใจ จิตวิญญาณ และเสริมสร้างความเข้มแข็ง ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันให้กับสมาชิกกลุ่มเพื่อนแรงใจเมืองนะและครอบครัว
2.เพื่อศึกษาเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติกับวิถีชีวิตชุมชนชาวดอย
3.เพื่อการพักผ่อนและเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนแบบดั้งเดิมของชนเผ่าคนรุ่นใหม่
4.เพื่อการประกาศและเป็นพยาน
จากการสอบถามจากผู้ที่ได้เข้าร่วมทุกคนพอจะสรุปได้ว่า
1. การศึกษาธรรมชาติกับวิถีชีวิตชุมชนมีความสัมพันธ์อย่าง

เมื่อเราเดินทางไปถึงจุดนัดพบ(น้ำผุบ่อน้อยหรือ I ka po taw kui)อย่างพร้อมเพียงกันแล้วเราเดินเท้าต่อไปอีกประมาณหนึ่งชั่วโมงเพื่อเดินทางไปยังจุดหมายปลายทาง และในระหว่างเดินทางก็ได้ศึกษากับธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมไปด้วยกันมีการถามถึงความแตกต่างของป่าชุมชนในอดีตกับปัจจุบันซึ่งปรากฏว่าคนมาป่าถูกทำลายหมดสิ้น(โดยนายทุนใหญ่)แม่น้ำลำธารลดน้อยลง กุ้งหอยปูปลาหากินยากลำบาก เมื่อพิจารณาก็สามารถมองเห็นอย่างประจักษ์ชัดว่าสรรพสิ่งทั้งหลายมีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงกันในระบบองค์รวม เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในท่ามกลางความหลากหลาย สรรพสิ่งต่าง ๆ ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน โดยมีมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ มิใช่ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ตามที่เคยคิดและเข้าใจกันมาแต่ก่อน มนุษย์จึงต้องทำตัวให้เป็นส่วนหนึ่งของโลกธรรมชาติมนุษย์ในปัจจุบันนอกจากจะทำตัวแปลกแยกไปจากธรรมชาติแล้ว ยังเป็นตัวการทำลายสภาพแวดล้อมอย่างมากมาย ในระบบองค์รวม สิ่งแวดล้อมทั้งสามชนิดของมนุษย์จะต้องดำรงอยู่ในลักษณะประสานสัมพันธ์ สอดคล้องกลมกลืนกัน เพื่อให้เกิดภาวะสมดุลย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในระยะเวลาที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันวัฒนธรรมวัตถุนิยมที่ส่งเสริมให้มนุษย์บริโภคเกินขอบเขต ทำให้มนุษย์ได้ทำลายธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมต่างๆอย่างมากมายในรูปแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เมื่อใดมีการทำลายธรรมชาติ ตักตวงเอาผลประโยชน์จากธรรมชาติ เพื่อตอบสนองความต้องการอันไร้ขอบเขตของตน โดยไม่คำนึงถึงว่าจะเป็นการทำลาย เมื่อระบบย่อยหลายระบบถูกทำลาย ในที่สุดก็จะนำไปสู่ความหายนะของโลก และสุดท้ายก็เป็นการทำลายชาติพันธุ์ของมนุษย์เอง
2. การเรียนรู้และถ่ายทอดวิถีชีวิตภูมิปัญญาชุมชนดั้งเดิมเรื่องการจับกุ้ง หอย ปู ปลาแม่น้ำและเก็บของป่าเพื่อการเลี้ยง
ในสมัยก่อนพี่น้องบนดอยหาปลาด้วยภูมิปัญญาของชาวบ้าน ที่คิดค้นขึ้นมาในการจับปลาด้วยมือเปล่า เนื่องจากไม่มีอุปกรณ์ที่ทันสมัย ทั้งในแม่น้ำลำธาร หรือลำห้วยที่มีขนาดเล็ก โดยมีหลายวิธี แต่เราขอเสนอวิธีการจับปลาโดยวิธี ง่าต่อเว (Nga taw ve) สำหรับการทัศนะศึกษาครั้งนี้
การจับปลาวิธี(ง่าต่อเว หรือNga taw ve) การหาปลาชนิดนี้จะมีอุปกรณ์หลักๆคือจอบ มีด ผ้ายางกันน้ำฝน คล่องใส่ปลา และไซดักปลา มีวิธีการง่ายๆคือเบื้องต้นให้เราหาแม่น้ำที่มีแยกเป็นสองฝั่งก่อนจากนั้นให้เราเอาก้อนหินมาเรียงกัน ให้เป็นแถว หรือกั้นน้ำไว้ฝั่งหนึ่งฝั่งใดเพื่อผันน้ำไปอยู่ฝั่งเดียวจากนั้นปูทับด้วยใบไม้หรือ ผ้ายางกันน้ำฝน(ถ้ามี) แล้วเอาดินถมทับด้านนอกเพื่อไม่ให้น้ำไหลลอดเข้าไปในฝั่งที่เราจะจับปลา จากนั้นเมื่อน้ำเริ่มแห้งหรือน้ำไม่ไหลเข้าไปในฝั่งที่เราจะจับปลาแล้วเราก็สามารถเริ่มจับปลาในแอ่งน้ำเล็กๆได้ ถ้ามีน้ำขังเยอะก็ต้องวิดน้ำออกด้วยจาน ถ้วย ถังหรือมือตามที่ถนัด พอน้ำลด หรือ น้ำแห้งแล้วจับปลาได้ โดยส่วนใหญ่แล้วเราคนดอยจะทำงานวันจันทร์-ศุกร์ วันเสาร์ก็จะออกไปหาอาหารเผื่อสำหรับวันหยุดพักผ่อนในวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันสะบาโตโดยการล่าสัตว์ จับปลา และเก็บของป่ากัน การหาและเก็บของป่า(ผักไม้ ไส้เครือ อาหารสมุนไพร) ในวันนี้เราได้มีการเรียนรู้เรื่องการหาพืช ผัก(อาหารป่า)ที่สามารถนำมาบริโภคได้ ซึ่งมีมากมายอยู่ในป่า แต่คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยจะรู้จักเกี่ยวกับพืช ผักเหล่านั้นว่าผักชนิดไหนทานได้หรือไม่ได้ซึ่งในอดีตคนดอยอยู่กับป่าแล้วนำมาปรุงเป็นอาหาร จึงมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเก็บของป่าหรือพืชผักสมุนไพรมาแนะนำให้เราได้รู้จักมากขึ้นวันนี้ได้รู้จักกับ หน่อไม้(หน่อหก) เห็ดป่า ผักกูด ผักหวาน หัวปลี ชะอม มันป่า และนำมาปรุงเป็นอาหาร ร่วมทานมื้อเที่ยงด้วยกันคงเป็นมื้อเที่ยงที่ทานอาหารอร่อยมากและมีคุณค่าทางอาหาร ไร้สารพิษเจือปนด้วย
3. การอยู่ร่วมกันเป็นสังคมชุมชนและครอบครัวเพื่อสร้างสัมพันธภาพที่ดีในชุมชน
การอยู่ร่วมกันเป็นสังคมชุมชนและครอบครัวเป็นหนึ่งในพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ พระเจ้าทรงสถาปนาสถาบันนี้ขึ้นตั้งแต่ปฐมกาลและมีการกำหนดเป้าหมาย ความคาดหวัง หน้าที่และบทบาทอย่างชัดเจน ปัญหาต่างๆมากมายที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะมนุษย์ไม่ได้ทำตามหลักการที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ ดังนั้นจึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่คริสเตียนทุกคนจะต้องเข้าใจเรื่องดังกล่าวและสร้างสถาบันนี้ให้เป็นไปตามแผนการดั้งเดิมของพระเจ้า เพื่อการขยายแผ่นดินของพระเจ้าและการสร้างอิทธิพลในทางบวกโดยการเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับชุมชน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อให้สังคม ชุมชนและครอบครัวมีความเข้มแข็ง สามารถดำรงชีวิตตามวิถีพอเพียง และพัฒนาให้ชุมชนเป็นชุมชนที่น่าอยู่ และอยู่ได้อย่างยั่งยืน มั่นคงด้วยตนเอง การสนับสนุนปัจจัยต่างๆจากภัยนอกในเบื้องต้นเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อการยกระดับคุณภาพชีวิตให้คนในชุมชนมีสุขภาพที่ดีขึ้น และ มีส่วนร่วมในการสร้างสังคมชุมชนที่เข้มแข็งและเสริมสร้างความตระหนักด้านความปลอดภัยให้กับชุมชน
4. การประสานความร่วมมือกับองค์กรในชุมชม
การจัดกิจกรรมค่ายทัศนะศึกษาครั้งนี้ได้มีการประสานความร่วมมือกับเครือข่ายองค์กรที่เกี่ยวข้องซึ่งมีอยู่ในชุมชนได้แก่”ศูนย์ฟื้นฟูคุณภาพชีวิตชุมชนตำบลเมืองนะ”ซึ่งตั้งอยู่ที่คริสตจักรบ้านหนองเขียวโบสถ์ 2 สังกัดในคริสตจักรภาคที่ 18สภาคริสตจักรในประเทศไทย ก็ได้รับความร่วมมือที่ดีจากชุมชนโดยมีประธานธรรมกิจคริสตจักรบ้านหนองเขียวโบสถ์ 2 (ประธานศูนย์ฟื้นฟูคุณภาพชีวิตชุมชนฯ)และทีมงานมาให้การช่วยเหลือนำรถยนต์มาบริการเอื้ออำนวยความสะดวกไปรับ-ส่ง และไปร่วมกิจกรรมทัศนะศึกษาครั้งนี้ด้วย
5. การประกาศข่าวประเสริฐตามพระมหาบัญชาขององค์พระเยซูคริสต์(มธ.28:18-19)

การประกาศข่าวประเสริฐหรือการเป็นพยาน เป็น”คำสั่ง”ให้คริสเตียนทุกคนได้ออกไปเพื่อ”สร้างสาวก”ตามแบบอย่างที่พระองค์ทรงทำ โดยการ ออกไป ให้บัพติสมา สอนพวกเขาให้เชื่อฟังทุกอย่างที่พระองค์ได้สอนมา คือ การประกาศข่าวดีเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ มีจุดมุ่งหมายเชิญชวนให้คนบาปวางใจพึ่งพาพระเจ้า เพื่อรับการยกโทษ
บาป และหันจากความบาปสู่ชีวิตใหม่ในพระเจ้า
ประกาศด้วยท่าทีแห่งความรัก ดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับข่าวประเสริฐ อธิษฐานปลดปล่อยเขาจากการหลอกลวงของมารซาตานพึ่งพาฤทธิ์เดชอำนาจแห่งองค์พระวิญญาณบริสุทธิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่กำลังประสบปัญหาวิกฤติชีวิต และคำพยานที่ดีนั้นเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะนำคนมาถึงแผ่นดินของพระเจ้า ประกอบกับชีวิตที่สำแดงถึงพระลักษณะของพระเจ้าในตัวของผู้นั้นที่เป็นสิ่งดึงดูดใจคนให้มาหาพระเจ้า ไม่ใช่เฉพาะการพูดด้วยปากเท่านั้นแต่ต้องเป็นไปด้วยกันคือพูด สั่งสอน และกระทำเป็นแบบอย่างที่ดีตามแบบของพระเยซูคริสต์(1 ยน. 3:18)
การทรรศนะศึกษาเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ทางพันธกิจเอดส์ฯได้นำมาใช้กับกลุ่มเพื่อนแรงใจเมืองนะเพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจและจิตวิญญาณให้กับพี่น้องที่ประสบปัญหาวิกฤติชีวิตในพื้นที่บนดอย อีกทั้งการทัศนะศึกษาครั้งนี้เป็นการไปเพื่อสืบสานวัฒนธรรมประเพณีทางด้านความเป็นอยู่และวิถีชีวิตชุมชนแบบดั้งเดิมในการพึ่งพาอาศัยธรรมชาติเพื่อดำรงชีวิตแก่ชนรุ่นใหม่ที่กำลังถูกกลมกลืนไปกับวิถีชีวิตชุมชนแบบคนสมัยใหม่โดยมีสื่อเทคโนโลยีที่ทันสมัยและคนรุ่นใหม่กำลังตกเป็นทาส แต่ขณะเดียวกันวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมกำลังจะสูญสิ้นในเร็วนี้หากไม่มีการฟื้นฟูหรือสืบสานให้กับชนรุ่นหลัง จึงได้มีโครงการนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2014 ณ ต้นน้ำแม่ปิง บ้านเมืองนะ ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ การทัศนะศึกษาครั้งนี้เราได้ทำอะไรบ้าง? เกิดผลอย่างไร? โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ
1.เพื่อการฟื้นฟูสภาพจิตใจ จิตวิญญาณ และเสริมสร้างความเข้มแข็ง ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันให้กับสมาชิกกลุ่มเพื่อนแรงใจเมืองนะและครอบครัว
2.เพื่อศึกษาเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติกับวิถีชีวิตชุมชนชาวดอย
3.เพื่อการพักผ่อนและเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนแบบดั้งเดิมของชนเผ่าคนรุ่นใหม่
4.เพื่อการประกาศและเป็นพยาน
จากการสอบถามจากผู้ที่ได้เข้าร่วมทุกคนพอจะสรุปได้ว่า
1. การศึกษาธรรมชาติกับวิถีชีวิตชุมชนมีความสัมพันธ์อย่าง

เมื่อเราเดินทางไปถึงจุดนัดพบ(น้ำผุบ่อน้อยหรือ I ka po taw kui)อย่างพร้อมเพียงกันแล้วเราเดินเท้าต่อไปอีกประมาณหนึ่งชั่วโมงเพื่อเดินทางไปยังจุดหมายปลายทาง และในระหว่างเดินทางก็ได้ศึกษากับธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมไปด้วยกันมีการถามถึงความแตกต่างของป่าชุมชนในอดีตกับปัจจุบันซึ่งปรากฏว่าคนมาป่าถูกทำลายหมดสิ้น(โดยนายทุนใหญ่)แม่น้ำลำธารลดน้อยลง กุ้งหอยปูปลาหากินยากลำบาก เมื่อพิจารณาก็สามารถมองเห็นอย่างประจักษ์ชัดว่าสรรพสิ่งทั้งหลายมีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงกันในระบบองค์รวม เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในท่ามกลางความหลากหลาย สรรพสิ่งต่าง ๆ ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน โดยมีมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ มิใช่ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ตามที่เคยคิดและเข้าใจกันมาแต่ก่อน มนุษย์จึงต้องทำตัวให้เป็นส่วนหนึ่งของโลกธรรมชาติมนุษย์ในปัจจุบันนอกจากจะทำตัวแปลกแยกไปจากธรรมชาติแล้ว ยังเป็นตัวการทำลายสภาพแวดล้อมอย่างมากมาย ในระบบองค์รวม สิ่งแวดล้อมทั้งสามชนิดของมนุษย์จะต้องดำรงอยู่ในลักษณะประสานสัมพันธ์ สอดคล้องกลมกลืนกัน เพื่อให้เกิดภาวะสมดุลย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในระยะเวลาที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันวัฒนธรรมวัตถุนิยมที่ส่งเสริมให้มนุษย์บริโภคเกินขอบเขต ทำให้มนุษย์ได้ทำลายธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมต่างๆอย่างมากมายในรูปแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เมื่อใดมีการทำลายธรรมชาติ ตักตวงเอาผลประโยชน์จากธรรมชาติ เพื่อตอบสนองความต้องการอันไร้ขอบเขตของตน โดยไม่คำนึงถึงว่าจะเป็นการทำลาย เมื่อระบบย่อยหลายระบบถูกทำลาย ในที่สุดก็จะนำไปสู่ความหายนะของโลก และสุดท้ายก็เป็นการทำลายชาติพันธุ์ของมนุษย์เอง
2. การเรียนรู้และถ่ายทอดวิถีชีวิตภูมิปัญญาชุมชนดั้งเดิมเรื่องการจับกุ้ง หอย ปู ปลาแม่น้ำและเก็บของป่าเพื่อการเลี้ยง
ในสมัยก่อนพี่น้องบนดอยหาปลาด้วยภูมิปัญญาของชาวบ้าน ที่คิดค้นขึ้นมาในการจับปลาด้วยมือเปล่า เนื่องจากไม่มีอุปกรณ์ที่ทันสมัย ทั้งในแม่น้ำลำธาร หรือลำห้วยที่มีขนาดเล็ก โดยมีหลายวิธี แต่เราขอเสนอวิธีการจับปลาโดยวิธี ง่าต่อเว (Nga taw ve) สำหรับการทัศนะศึกษาครั้งนี้
การจับปลาวิธี(ง่าต่อเว หรือNga taw ve) การหาปลาชนิดนี้จะมีอุปกรณ์หลักๆคือจอบ มีด ผ้ายางกันน้ำฝน คล่องใส่ปลา และไซดักปลา มีวิธีการง่ายๆคือเบื้องต้นให้เราหาแม่น้ำที่มีแยกเป็นสองฝั่งก่อนจากนั้นให้เราเอาก้อนหินมาเรียงกัน ให้เป็นแถว หรือกั้นน้ำไว้ฝั่งหนึ่งฝั่งใดเพื่อผันน้ำไปอยู่ฝั่งเดียวจากนั้นปูทับด้วยใบไม้หรือ ผ้ายางกันน้ำฝน(ถ้ามี) แล้วเอาดินถมทับด้านนอกเพื่อไม่ให้น้ำไหลลอดเข้าไปในฝั่งที่เราจะจับปลา จากนั้นเมื่อน้ำเริ่มแห้งหรือน้ำไม่ไหลเข้าไปในฝั่งที่เราจะจับปลาแล้วเราก็สามารถเริ่มจับปลาในแอ่งน้ำเล็กๆได้ ถ้ามีน้ำขังเยอะก็ต้องวิดน้ำออกด้วยจาน ถ้วย ถังหรือมือตามที่ถนัด พอน้ำลด หรือ น้ำแห้งแล้วจับปลาได้ โดยส่วนใหญ่แล้วเราคนดอยจะทำงานวันจันทร์-ศุกร์ วันเสาร์ก็จะออกไปหาอาหารเผื่อสำหรับวันหยุดพักผ่อนในวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันสะบาโตโดยการล่าสัตว์ จับปลา และเก็บของป่ากัน การหาและเก็บของป่า(ผักไม้ ไส้เครือ อาหารสมุนไพร) ในวันนี้เราได้มีการเรียนรู้เรื่องการหาพืช ผัก(อาหารป่า)ที่สามารถนำมาบริโภคได้ ซึ่งมีมากมายอยู่ในป่า แต่คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยจะรู้จักเกี่ยวกับพืช ผักเหล่านั้นว่าผักชนิดไหนทานได้หรือไม่ได้ซึ่งในอดีตคนดอยอยู่กับป่าแล้วนำมาปรุงเป็นอาหาร จึงมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเก็บของป่าหรือพืชผักสมุนไพรมาแนะนำให้เราได้รู้จักมากขึ้นวันนี้ได้รู้จักกับ หน่อไม้(หน่อหก) เห็ดป่า ผักกูด ผักหวาน หัวปลี ชะอม มันป่า และนำมาปรุงเป็นอาหาร ร่วมทานมื้อเที่ยงด้วยกันคงเป็นมื้อเที่ยงที่ทานอาหารอร่อยมากและมีคุณค่าทางอาหาร ไร้สารพิษเจือปนด้วย
3. การอยู่ร่วมกันเป็นสังคมชุมชนและครอบครัวเพื่อสร้างสัมพันธภาพที่ดีในชุมชน
การอยู่ร่วมกันเป็นสังคมชุมชนและครอบครัวเป็นหนึ่งในพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ พระเจ้าทรงสถาปนาสถาบันนี้ขึ้นตั้งแต่ปฐมกาลและมีการกำหนดเป้าหมาย ความคาดหวัง หน้าที่และบทบาทอย่างชัดเจน ปัญหาต่างๆมากมายที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะมนุษย์ไม่ได้ทำตามหลักการที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ ดังนั้นจึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่คริสเตียนทุกคนจะต้องเข้าใจเรื่องดังกล่าวและสร้างสถาบันนี้ให้เป็นไปตามแผนการดั้งเดิมของพระเจ้า เพื่อการขยายแผ่นดินของพระเจ้าและการสร้างอิทธิพลในทางบวกโดยการเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับชุมชน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อให้สังคม ชุมชนและครอบครัวมีความเข้มแข็ง สามารถดำรงชีวิตตามวิถีพอเพียง และพัฒนาให้ชุมชนเป็นชุมชนที่น่าอยู่ และอยู่ได้อย่างยั่งยืน มั่นคงด้วยตนเอง การสนับสนุนปัจจัยต่างๆจากภัยนอกในเบื้องต้นเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อการยกระดับคุณภาพชีวิตให้คนในชุมชนมีสุขภาพที่ดีขึ้น และ มีส่วนร่วมในการสร้างสังคมชุมชนที่เข้มแข็งและเสริมสร้างความตระหนักด้านความปลอดภัยให้กับชุมชน
4. การประสานความร่วมมือกับองค์กรในชุมชม
การจัดกิจกรรมค่ายทัศนะศึกษาครั้งนี้ได้มีการประสานความร่วมมือกับเครือข่ายองค์กรที่เกี่ยวข้องซึ่งมีอยู่ในชุมชนได้แก่”ศูนย์ฟื้นฟูคุณภาพชีวิตชุมชนตำบลเมืองนะ”ซึ่งตั้งอยู่ที่คริสตจักรบ้านหนองเขียวโบสถ์ 2 สังกัดในคริสตจักรภาคที่ 18สภาคริสตจักรในประเทศไทย ก็ได้รับความร่วมมือที่ดีจากชุมชนโดยมีประธานธรรมกิจคริสตจักรบ้านหนองเขียวโบสถ์ 2 (ประธานศูนย์ฟื้นฟูคุณภาพชีวิตชุมชนฯ)และทีมงานมาให้การช่วยเหลือนำรถยนต์มาบริการเอื้ออำนวยความสะดวกไปรับ-ส่ง และไปร่วมกิจกรรมทัศนะศึกษาครั้งนี้ด้วย
5. การประกาศข่าวประเสริฐตามพระมหาบัญชาขององค์พระเยซูคริสต์(มธ.28:18-19)

การประกาศข่าวประเสริฐหรือการเป็นพยาน เป็น”คำสั่ง”ให้คริสเตียนทุกคนได้ออกไปเพื่อ”สร้างสาวก”ตามแบบอย่างที่พระองค์ทรงทำ โดยการ ออกไป ให้บัพติสมา สอนพวกเขาให้เชื่อฟังทุกอย่างที่พระองค์ได้สอนมา คือ การประกาศข่าวดีเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ มีจุดมุ่งหมายเชิญชวนให้คนบาปวางใจพึ่งพาพระเจ้า เพื่อรับการยกโทษ
บาป และหันจากความบาปสู่ชีวิตใหม่ในพระเจ้า
ประกาศด้วยท่าทีแห่งความรัก ดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับข่าวประเสริฐ อธิษฐานปลดปล่อยเขาจากการหลอกลวงของมารซาตานพึ่งพาฤทธิ์เดชอำนาจแห่งองค์พระวิญญาณบริสุทธิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่กำลังประสบปัญหาวิกฤติชีวิต และคำพยานที่ดีนั้นเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะนำคนมาถึงแผ่นดินของพระเจ้า ประกอบกับชีวิตที่สำแดงถึงพระลักษณะของพระเจ้าในตัวของผู้นั้นที่เป็นสิ่งดึงดูดใจคนให้มาหาพระเจ้า ไม่ใช่เฉพาะการพูดด้วยปากเท่านั้นแต่ต้องเป็นไปด้วยกันคือพูด สั่งสอน และกระทำเป็นแบบอย่างที่ดีตามแบบของพระเยซูคริสต์(1 ยน. 3:18)













ความคิดเห็น